<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Meet the Team Archives - Bluebik</title>
	<atom:link href="https://bluebik.com/th/stories_topic/meet-the-team-th/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://bluebik.com/th/stories_topic/meet-the-team-th/</link>
	<description>Bluebik</description>
	<lastBuildDate>Thu, 09 Apr 2026 05:13:09 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9</generator>
	<item>
		<title>6 เช็กลิสต์สู่ Excellence: เจาะวิธีคิดสุดยอด Data Scientist แห่ง Bluebik</title>
		<link>https://bluebik.com/th/stories/data-scientist-excellence-bluebik/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[marketing@bluebik.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://bluebik.com/?post_type=stories&#038;p=8527</guid>

					<description><![CDATA[<p>มากกว่าเทคนิคขั้นสูง คือใช้ข้อมูลตีโจทย์ทางธุรกิจให้ชัด! การเติบโตของสุดยอด Data Scientist แห่งบลูบิค</p>
<p>The post <a href="https://bluebik.com/th/stories/data-scientist-excellence-bluebik/">6 เช็กลิสต์สู่ Excellence: เจาะวิธีคิดสุดยอด Data Scientist แห่ง Bluebik</a> appeared first on <a href="https://bluebik.com/th/">Bluebik</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>โดยทั่วไปแล้ว&nbsp;Data Scientist&nbsp;คือผู้เชี่ยวชาญในการนำข้อมูลชนิดต่างๆ&nbsp;มาสร้างข้อมูลเชิงลึกเพื่อช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจ&nbsp;แต่ที่บลูบิค&nbsp;คนเป็น&nbsp;Data Scientist&nbsp;ไม่เพียงแต่ต้องวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูล&nbsp;หากยังต้องเปลี่ยนข้อมูลนั้นๆ&nbsp;ให้กลายเป็น&nbsp;‘ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้’&nbsp;ด้วย&nbsp;&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/04/TH_ver-1024x1024.jpg" alt="6 Checklists for Excellence: Inside the Mind of a High-Impact Data Scientist at Bluebik" class="wp-image-8519" srcset="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/04/TH_ver-1024x1024.jpg 1024w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/04/TH_ver-300x300.jpg 300w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/04/TH_ver-150x150.jpg 150w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/04/TH_ver-768x768.jpg 768w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/04/TH_ver-900x900.jpg 900w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/04/TH_ver.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ไทด์&nbsp;คือ&nbsp;Senior Data Scientist&nbsp;จากทีม&nbsp;Advanced Insights (AI)&nbsp;ที่บลูบิคผู้มีผลงานโดดเด่นและส่งมอบงานที่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพเสมอ&nbsp;และเขายังเป็นคนหนึ่งที่มองเห็นการเติบโตของตัวเองอย่างชัดเจน&nbsp;ผ่านการทำงานในบริบทของบริษัทที่ปรึกษา&nbsp;และ&nbsp;5 Areas of Growth&nbsp;ที่เขาหยิบมาบอกเล่าก็ล้วนแต่น่าสนใจ&nbsp;เพราะทั้ง&nbsp;5&nbsp;ข้อสะท้อนชัดเจนว่าเขาจะสามารถพัฒนาตัวเองไปต่อได้อีกมากมายแค่ไหน&nbsp;&nbsp;</p>



<p>จุดเริ่มต้นบนเส้นทางสายข้อมูลของคุณไทด์&nbsp;เกิดจากความสนใจในการใช้ข้อมูลเพื่ออธิบายพฤติกรรมของลูกค้าและช่วยในการตัดสินใจ&nbsp;จากนั้นเขาก็พบว่าตัวเองไม่ได้ต้องการจำกัดตัวเองไว้กับการทำรายงานสรุปผล&nbsp;แต่ยังต้องการลงลึกในเชิงกลยุทธ์&nbsp;ว่าข้อมูลสามารถช่วยตอบคำถามอะไรได้บ้าง&nbsp;ใช้คาดการณ์หรือเพิ่มประสิทธิภาพในส่วนไหนได้อีก&nbsp;เขาจึงได้พัฒนาตัวเองไปสู่การเชื่อมทั้ง&nbsp;‘ข้อมูล’&nbsp;‘เทคโนโลยี’&nbsp;และ&nbsp;‘ธุรกิจ’&nbsp;เพื่อสร้าง&nbsp;Value&nbsp;ที่แท้จริงให้กับองค์กร&nbsp;และที่บลูบิค&nbsp;เขากลายเป็น&nbsp;Data Scientist&nbsp;ที่ได้ร่วมงานมาแล้วกับหลากหลายอุตสาหกรรม&nbsp;ตั้งแต่ธนาคาร&nbsp;ธุรกิจยานยนต์&nbsp;ไปจนถึงธุรกิจด้านพลังงาน&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading">เราจึงอยากให้เขาได้บอกเล่าเกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่สุดพิเศษนี้กันสักหน่อย&nbsp;</h4>



<h3 class="wp-block-heading"><strong><span style="text-decoration: underline;">Data Scientist:&nbsp;จากนักวิเคราะห์ข้อมูล&nbsp;สู่ผู้ตีโจทย์ทางธุรกิจให้ชัด&nbsp;</span></strong></h3>



<p>“บทบาทของ&nbsp;Data Scientist&nbsp;ไม่ได้มีเพียงการสร้างโมเดลครับ&nbsp;หากยังครอบคลุมตั้งแต่การทำความเข้าใจโจทย์ทางธุรกิจ&nbsp;การตั้งคำถามที่ถูกต้อง&nbsp;การสำรวจและประเมินคุณภาพของข้อมูล&nbsp;การออกแบบฟีเจอร์หรือสร้าง&nbsp;Logic&nbsp;ที่เหมาะสม&nbsp;รวมถึงการพัฒนาโมเดล&nbsp;การวัดผล&nbsp;ไปจนถึงการสื่อสารอินไซต์&nbsp;(Insights)&nbsp;ให้ทีมธุรกิจสามารถนำไปใช้งานต่อได้”&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“และในบริบทของบลูบิคที่เป็นบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันระดับองค์กร&nbsp;(Digital Enterprise Transformation)&nbsp;ขอบเขตจะยิ่งกว้างขึ้นอีก&nbsp;เพราะเราไม่ได้แค่วิเคราะห์ข้อมูลหรือทำโมเดลที่ดูสวยหรู&nbsp;เมื่ออยู่บนหน้าจอ&nbsp;แต่เราต้องช่วยลูกค้าตีโจทย์ให้ชัด”&nbsp;</p>



<p>และหากเปรียบเทียบกับการสร้างบ้านดีๆ&nbsp;สักหลังหนึ่ง&nbsp;คุณไทด์มองว่า&nbsp;Data Scientist&nbsp;นั้น&nbsp;“ไม่ได้เป็นแค่ช่างคนใดคนหนึ่ง&nbsp;แต่เป็นคนที่ช่วยแปลงความต้องการของเจ้าของบ้านให้กลายเป็นแบบบ้านที่สร้างได้จริงและอยู่ได้จริง&nbsp;ถ้าจะเปรียบเทียบชัดๆ&nbsp;ผมว่าคล้ายกับการเป็นสถาปนิกและวิศวกรในเวลาเดียวกันครับ”&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ขยายความให้ชัดขึ้นก็คือ&nbsp;หากสถาปนิกต้องเข้าใจว่าเจ้าของบ้านต้องการบ้านแบบไหน&nbsp;ใช้ชีวิตอย่างไร&nbsp;มีงบประมาณเท่าไหร่&nbsp;และมีข้อจำกัดอะไรบ้าง&nbsp;ก็หมายถึงการเข้าใจโจทย์ทางธุรกิจ&nbsp;(Business Problem),&nbsp;ความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย&nbsp;(Stakeholder Expectation)&nbsp;และดัชนีชี้วัดความสำเร็จ&nbsp;(Success Criteria)&nbsp;ขณะเดียวกันในมุมของวิศวกร&nbsp;ที่จำเป็นต้องดูหน้างานจริงว่าทำได้ไหม&nbsp;รากฐานแข็งแรงพอหรือไม่&nbsp;มี&nbsp;Material&nbsp;เพียงพอไหม&nbsp;ระบบน้ำไฟเชื่อมกันอย่างไร&nbsp;ฯลฯ&nbsp;ก็เปรียบได้กับทักษะด้าน&nbsp;คุณภาพของข้อมูล&nbsp;(Data Quality)&nbsp;ออกแบบตัวแปร&nbsp;(Feature Design)&nbsp;การเลือกใช้โมเดลที่เหมาะสม&nbsp;(Model Selection)&nbsp;รวมถึงการวางแนวทางปฏิบัติในการบริหารจัดการข้อมูล&nbsp;หรือ&nbsp;Data Governance&nbsp;นั่นเอง&nbsp;</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>3 Levels of Data Using: 3&nbsp;ระดับการใช้ข้อมูลเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง&nbsp;&nbsp;</strong></h3>



<p>“ข้อมูลอะไรก็ตามแต่&nbsp;จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ก็ต่อเมื่อเราแปลงมันให้เป็นสิ่งที่องค์กรสามารถใช้ตัดสินใจในเชิงธุรกิจได้”&nbsp;คุณไทด์กล่าว&nbsp;โดยเขามองว่าการใช้ข้อมูลสร้างความเปลี่ยนแปลงนั้นทำได้ถึง&nbsp;3&nbsp;ระดับด้วยกัน&nbsp;ได้แก่&nbsp;</p>



<p><strong>1. Descriptive&nbsp;</strong><strong>และ</strong><strong>&nbsp;Diagnostic:</strong>&nbsp;การใช้ข้อมูลเพื่อให้องค์กรมองเห็นภาพรวมว่าเกิดขึ้นอย่างไรและเพราะอะไร&nbsp;เช่น&nbsp;พฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนแปลงตรงไหน&nbsp;หรือ&nbsp;Segment&nbsp;ไหนที่มีความเสี่ยง&nbsp;หรือแคมเปญไหนที่ทำไปแล้วเห็นผลคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่าอย่างไรบ้าง&nbsp;</p>



<p><strong>2. Predictive:</strong>&nbsp;การใช้ข้อมูลเพื่อคาดการณ์สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้น&nbsp;เช่น&nbsp;อัตราแนวโน้มที่ลูกค้าจะเลิกใช้บริการ&nbsp;(Propensity to Churn)&nbsp;การพยากรณ์ความต้องการสินค้า&nbsp;(Demand Forecasting)&nbsp;หรือ&nbsp;การประเมินมูลค่าศักยภาพของลูกค้าในระยะยาว&nbsp;(Customer Value Scoring)&nbsp;เพื่อให้ทั้งเห็นผลย้อนหลังทางธุรกิจและนำไปสู่การวางแผนล่วงหน้าได้&nbsp;</p>



<p><strong>3. Action Driven:</strong>&nbsp;เป็นจุดที่สำคัญที่สุด&nbsp;นั่นคือทำให้ข้อมูลไม่ใช่เพียงรายงาน&nbsp;แต่กลายเป็น&nbsp;‘Action’&nbsp;เช่นการจัดลำดับของกลุ่มเป้าหมายที่ควรเข้าถึงในช่วงเวลานั้นๆ&nbsp;ออกแบบ&nbsp;Personalized Campaign&nbsp;เพื่อสร้างมูลค่าให้ได้มากที่สุด&nbsp;หรือการกำหนดการ&nbsp;Intervention&nbsp;ที่เหมาะสมที่สุดในลูกค้าแต่ละ&nbsp;Segment&nbsp;เพื่อรักษาฐานลูกค้าและสร้างกำไรสูงสุด&nbsp;</p>



<p>และในข้อนี้&nbsp;คุณไทด์ยังได้เสริมอีกว่า&nbsp;“ในมุมมองของบริษัทที่ปรึกษา&nbsp;เราไม่ได้มีหน้าที่บอกแค่ว่า&nbsp;Insights&nbsp;อะไรน่าสนใจ&nbsp;แต่ต้องช่วยลูกค้าตอบให้ได้ว่า&nbsp;แล้วเราควรทำอะไรต่อ&nbsp;และเมื่อทำแล้ว&nbsp;เราจะวัดผลอย่างไร&nbsp;นั่นคือจุดที่ข้อมูลสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริงครับ”&nbsp;</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>4 Principles of High Performance: 4&nbsp;หลักการทำงานของสุดยอด&nbsp;Data Scientist&nbsp;</strong></h3>



<p>ในมุมมองของคุณไทด์&nbsp;การจะเป็น&nbsp;Data&nbsp;Scientist&nbsp;ที่ดี&nbsp;โดยเฉพาะที่บลูบิค&nbsp;ต้อง&nbsp;“คิดเป็น&nbsp;วิเคราะห์เป็น&nbsp;สื่อสารเป็น&nbsp;และส่งมอบงานที่ใช้ได้จริง”&nbsp;ซึ่งมาจากความสามารถ&nbsp;4&nbsp;ข้อหลักด้วยกัน&nbsp;ได้แก่&nbsp;&nbsp;</p>



<p><strong>1. Technical Foundation:</strong>&nbsp;ทักษะพื้นฐานที่แข็งแรง&nbsp;ตั้งแต่ความเชี่ยวชาญในการใช้สถิติ&nbsp;การจัดการข้อมูล&nbsp;(Data&nbsp;Preparation)&nbsp;รวมถึง&nbsp;Machine&nbsp;Learning,&nbsp;Feature&nbsp;Engineering&nbsp;ไปจนถึงการทำ&nbsp;Model&nbsp;Evaluation&nbsp;ทั้งยังต้องรู้ข้อจำกัดของแต่ละวิธีว่าเมื่อไหร่ที่ควรใช้หรือไม่ควรใช้&nbsp;เพราะอะไร&nbsp;</p>



<p><strong>2. Business Understanding:</strong>&nbsp;ความเข้าใจโจทย์ที่แท้จริงของลูกค้า&nbsp;รู้ว่าอะไรคือดัชนีชี้วัดที่สำคัญ&nbsp;และผลลัพธ์แบบไหนที่องค์กรจะสามารถนำไปใช้งานต่อได้&nbsp;&nbsp;</p>



<p><strong>3. Communication and Stakeholder Management:</strong>&nbsp;การสื่อสารเพื่อสร้าง&nbsp;Alignment&nbsp;ให้ทุกฝ่ายเห็นภาพได้ตรงกัน&nbsp;&nbsp;</p>



<p><strong>4. Execution Mindset:</strong>&nbsp;การนำพาไอเดียไปสู่การ&nbsp;Implement&nbsp;จริง&nbsp;โดยคำนึงถึงการวางระบบ&nbsp;(Deployment)&nbsp;การกระตุ้นให้เกิดการใช้งานจริง&nbsp;(Adoption)&nbsp;การติดตามผล&nbsp;(Monitoring)&nbsp;และความยั่งยืนของโซลูชัน&nbsp;(Sustainability)&nbsp;&nbsp;</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<h3 class="wp-block-heading has-text-align-left"><strong>5 Areas of Growth: 5&nbsp;การเติบโตจาก&nbsp;Data Scientist&nbsp;สู่&nbsp;Trusted Advisor&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong></h3>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="577" src="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/04/Info_Web-1024x577.jpg" alt="Info Web" class="wp-image-8521" srcset="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/04/Info_Web-1024x577.jpg 1024w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/04/Info_Web-300x169.jpg 300w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/04/Info_Web-768x432.jpg 768w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/04/Info_Web-1536x865.jpg 1536w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/04/Info_Web.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เมื่อพูดถึง&nbsp;Growth Environment&nbsp;คุณไทด์ได้บอกเล่าถึงสภาพแวดล้อมที่ช่วยในการเติบโตของคนทำงานที่บลูบิคเอาไว้อย่างน่าประทับใจ&nbsp;โดยเขาเล่าว่า&nbsp;</p>



<p>“องค์กรไม่ได้สนับสนุนแค่เรื่องทรัพยากรและการเรียนรู้เพิ่มเติม&nbsp;แต่รวมถึงในระดับของงานและความคาดหวังด้วย&nbsp;เราได้ทำงานกับโจทย์ที่หลากหลายและท้าทายมาก&nbsp;ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ต้องเรียนรู้วิธีคิดใหม่ๆ&nbsp;ตลอดเวลา&nbsp;ไม่สามารถใช้วิธีเดิมกับทุกๆ&nbsp;โจทย์ได้”&nbsp;</p>



<p>“ยิ่งกว่านั้น&nbsp;บลูบิคไม่ได้จำกัดให้เราทำแค่ส่วนใดส่วนหนึ่งของงาน&nbsp;แต่เรายังมีโอกาสได้งานแบบ&nbsp;End-to-End&nbsp;ซึ่งมันช่วยให้เราได้โชว์ศักยภาพอย่างเต็มที่&nbsp;ทั้งเรื่องเทคนิค&nbsp;ธุรกิจ&nbsp;และการให้คำปรึกษา&nbsp;สิ่งที่ผมประทับใจก็คือ&nbsp;Culture&nbsp;ในการเปิดโอกาสให้คนทำงานได้รับผิดชอบงานที่ใหญ่ขึ้นตามศักยภาพครับ”&nbsp;เขากล่าว&nbsp;&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>และจากหลักการทำงาน&nbsp;4&nbsp;ข้อด้านบน&nbsp;คุณไทด์จึงได้พัฒนามาสู่การเติบโต&nbsp;5&nbsp;ประการด้วยกัน&nbsp;ได้แก่&nbsp;</strong></h4>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>1. Business Understanding&nbsp;</strong></h5>



<p>“ผมเติบโตในข้อนี้มากๆ&nbsp;ผมเข้าใจธุรกิจได้ลึกขึ้น&nbsp;จากที่ก่อนหน้านี้เราอาจจะโฟกัสที่การหาคำตอบจากข้อมูล&nbsp;หรือทำให้&nbsp;Medel Performance&nbsp;ดี&nbsp;แต่พอมาทำงานที่บลูบิค&nbsp;ผมได้เรียนรู้เรื่องสำคัญที่แท้จริง&nbsp;นั่นคือโจทย์ธุรกิจคืออะไร&nbsp;องค์กรพยายามตัดสินใจเรื่องอะไรอยู่&nbsp;และผลลัพธ์แบบไหนที่มีความหมายต่อ&nbsp;Stakeholder&nbsp;สิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจนก็คือ&nbsp;ผมไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า&nbsp;‘จะใช้โมเดลอะไร’&nbsp;แต่เป็นคำถามที่ว่า&nbsp;‘ปัญหานี้ถ้าแก้ได้&nbsp;จะสร้าง&nbsp;Impact&nbsp;อะไร’&nbsp;ซึ่งมันทำให้วิธีคิดของผมเป็นมืออาชีพมากขึ้นครับ”&nbsp;&nbsp;</p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>2. Technical Depth &amp; Problem Solving&nbsp;&nbsp;</strong></h5>



<p>“การทำงานกับโจทย์ที่หลากหลายและใช้ข้อมูลที่มีข้อจำกัดต่างกัน&nbsp;ทำให้ผมไม่ได้พัฒนาแค่เรื่อง&nbsp;Model Building&nbsp;แต่รวมถึงการออกแบบ&nbsp;Approach&nbsp;ที่เหมาะสมกับปัญหา&nbsp;การเลือกวิธีที่บาลานซ์ระหว่างความแม่นยำกับความง่ายในการตีความและความพร้อมในการใช้งานจริง&nbsp;ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มอง&nbsp;Technical Skill&nbsp;แบบแยกส่วนอีกต่อไป&nbsp;แต่เริ่มมองเป็นระบบมากขึ้น&nbsp;ว่าข้อมูล&nbsp;การดำเนินการ&nbsp;การประเมินผล&nbsp;และข้อจำกัดทางธุรกิจมันเชื่อมกันอย่างไร&nbsp;เพื่อให้ได้โซลูชันที่ดีที่สุด”&nbsp;</p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>3. Communication &amp; Stakeholder Management&nbsp;&nbsp;</strong></h5>



<p>“ตั้งแต่มาทำงานที่บลูบิค&nbsp;ผมได้ฝึกการอธิบายเรื่องที่ซับซ้อนให้คนหลายๆ&nbsp;กลุ่มเข้าใจง่ายขึ้น&nbsp;ทั้งกลุ่มผู้บริหาร&nbsp;ทีมธุรกิจ&nbsp;และทีมเทคนิค&nbsp;รวมถึงการบริหารความคาดหวังของลูกค้า&nbsp;การสร้างความเข้าใจที่ตรงกันของหลายๆ&nbsp;ฝ่ายและผลักดันให้เกิดการพูดคุยและการเดินไปในทิศทางเดียวกัน&nbsp;สิ่งที่ผมเห็นว่าตัวเองโตขึ้นมากก็คือ&nbsp;จากเดิมผมจะเน้นแค่การตอบให้ถูก&nbsp;แต่ตอนนี้&nbsp;ผมต้องสื่อสารให้ตรงคนและตรงจุดมากขึ้น”&nbsp;</p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>4. Ownership &amp; End to End Delivery&nbsp;&nbsp;</strong></h5>



<p>“ที่บลูบิค&nbsp;ผมได้เรียนรู้ว่า&nbsp;Data Scientist&nbsp;ที่สร้าง&nbsp;Impact&nbsp;ได้จริง&nbsp;ต้องมองงานให้ครบแบบ&nbsp;End-to-End&nbsp;เราต้องดูตั้งแต่&nbsp;Problem Framing&nbsp;ไปจนถึง&nbsp;Recommendation&nbsp;และการนำไปใช้จริง&nbsp;ผมรู้สึกว่าผมได้เปลี่ยนจากการเป็นคนที่โฟกัสแค่การทำส่วนของตัวเองให้ดี&nbsp;ไปสู่การมองภาพรวมของงานให้มากขึ้น&nbsp;ว่างานจะสำเร็จจริงได้อย่างไร&nbsp;มีความเสี่ยงอย่างไรบ้าง&nbsp;และเราควรขับเคลื่อนงานต่ออย่างไร”&nbsp;</p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>5. Consulting Mindset&nbsp;&nbsp;</strong></h5>



<p>“อีกสิ่งที่ผมเติบโตขึ้นมากๆ&nbsp;ก็คือการคิดในแง่มุมของ&nbsp;Client Value&nbsp;มากขึ้น&nbsp;ผมได้เรียนรู้มากขึ้นว่าบางครั้งคำตอบที่ดีที่สุด&nbsp;ไม่ใช่คำตอบที่ยากที่สุดหรือแอดวานซ์ที่สุด&nbsp;แต่คือคำตอบที่เหมาะกับบริบทของลูกค้าและสร้างผลลัพธ์ได้จริง&nbsp;การเปลี่ยนมุมมองแบบนี้&nbsp;ทำให้ผมรู้สึกว่าได้เติบโตจาก&nbsp;Data Scientist&nbsp;ไปสู่การเป็น&nbsp;Trusted Advisor&nbsp;มากขึ้นครับ”&nbsp;</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>6 Checklists of EXCELLENCE: 6&nbsp;บรรทัดฐานสำคัญสู่ความเป็นเลิศ&nbsp;&nbsp;</strong></h3>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>และท้ายที่สุดนี้&nbsp;เมื่อถามถึงความเป็นเลิศหรือ&nbsp;‘Excellence’&nbsp;คุณไทด์ได้บอกเล่าถึง&nbsp;‘เช็กลิสต์ส่วนตัว’&nbsp;ที่มีอยู่&nbsp;6&nbsp;ข้อด้วยกัน&nbsp;ได้แก่&nbsp;</strong></h4>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>1. Problem is Clear&nbsp;&nbsp;</strong></h5>



<p>“อย่างที่ผมย้ำเสมอว่าโจทย์ต้องชัดก่อน&nbsp;เวลาทำงานผมมักจะถามตัวเองเสมอว่าที่เรากำลังแก้ไขปัญหาให้กับธุรกิจนี้&nbsp;เป้าหมายคืออะไร&nbsp;ดัชนีชี้วัดคืออะไร&nbsp;เพราะถ้าโจทย์ยังไม่ชัด&nbsp;ต่อให้โมเดลดี&nbsp;มันก็อาจจะไม่สามารถใช้งานได้จริง”&nbsp;</p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>2. Data is Trustworthy&nbsp;</strong></h5>



<p>“ข้อมูลของเราต้องเชื่อถือได้&nbsp;ผมจะตรวจสอบคุณภาพของข้อมูลทุกครั้ง&nbsp;ทั้งในด้านความครบถ้วน&nbsp;(Missing Value)&nbsp;ความสมเหตุสมผลของตรรกะ&nbsp;(Logic Consistency)&nbsp;และสมมติฐาน&nbsp;(Assumption)&nbsp;ที่ใช้&nbsp;สำหรับผมงานจะยัง&nbsp;Excellent&nbsp;ไม่ได้&nbsp;ถ้าเรายังไม่มั่นใจในคุณภาพของ&nbsp;Input&nbsp;ที่รับเข้ามา”&nbsp;</p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>3. Method is Appropriate&nbsp;</strong></h5>



<p>“การเลือกใช้วิธีการไม่ได้วัดกันที่ความซับซ้อนหรือความแม่นยำเพียงอย่างเดียว&nbsp;แต่ต้องพิจารณาความสอดคล้องกับโจทย์&nbsp;(Fit for Purpose)&nbsp;เพราะในบางสถานการณ์&nbsp;โมเดลที่ซับซ้อนเกินไปจนขาดความสามารถในการอธิบายเหตุผล&nbsp;(Interpretability)&nbsp;อาจไม่ใช่โซลูชันที่ดีที่สุด&nbsp;ดังนั้นผมจึงให้ความสำคัญกับการเลือกเครื่องมือที่ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจได้อย่างตรงจุด”&nbsp;</p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>4. Output Must be Accurate and Complete&nbsp;</strong></h5>



<p>“ผลลัพธ์ที่ส่งมอบต้องมีความแม่นยำและครบถ้วนในทุกมิติ&nbsp;ไม่ใช่เพียงการนำเสนอตัวเลขหรือ์&nbsp;Insight&nbsp;ลอยๆ&nbsp;แต่ต้องผ่านการทดสอบ&nbsp;(Validation)&nbsp;อย่างเข้มข้น&nbsp;มีการระบุข้อจำกัดของข้อมูล&nbsp;(Limitations)&nbsp;ให้ลูกค้าทราบอย่างโปร่งใส&nbsp;และมีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพ&nbsp;(Quality Assurance)&nbsp;ก่อนการส่งมอบงานทุกครั้ง”&nbsp;</p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>5. Insights Lead to Action&nbsp;</strong></h5>



<p>“งานของผมต้องนำไปสู่&nbsp;Action&nbsp;ได้เสมอ&nbsp;โดยผมจะถามตัวเองว่าหลังจากเห็นผลลัพธ์นี้แล้ว&nbsp;Stakeholders&nbsp;จะสามารถทำอะไรต่อได้บ้าง&nbsp;ถ้ามันจบแค่รายงาน&nbsp;สำหรับผมแปลว่ามันยังมีพื้นที่ในการพัฒนาเสมอ”&nbsp;</p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>6. Reusability and Sustainability&nbsp;&nbsp;</strong></h5>



<p>“โซลูชันที่สร้างขึ้นต้องรองรับการใช้งานได้อย่างยั่งยืน&nbsp;ตั้งแต่การเขียน&nbsp;Code&nbsp;ที่เป็นระเบียบตามมาตรฐาน&nbsp;&nbsp;การหลีกเลี่ยงตรรกะที่ยืดหยุ่นยาก&nbsp;(Hard Logic)&nbsp;ไปจนถึงสามารถผลิตซ้ำ&nbsp;และติดตามผลได้&nbsp;นั่นก็เพื่อให้ทีมของลูกค้าสามารถรับช่วงต่อหรือต่อยอดระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาวครับ”&nbsp;</p>



<p>&#8212;&nbsp;&nbsp;</p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าอยากเก่งแบบก้าวกระโดดในสายงาน&nbsp;Data&nbsp;Scientist&nbsp;อย่างไทด์&nbsp;อย่ารอช้า&nbsp;สมัครเข้ามาร่วมงานกับเราได้ที่&nbsp;<a href="https://bluebik.com/th/job/senior-data-scientist/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">https://bluebik.com/th/job/senior-data-scientist/</a>&nbsp;&nbsp;</strong></h5>



<p></p>
<p>The post <a href="https://bluebik.com/th/stories/data-scientist-excellence-bluebik/">6 เช็กลิสต์สู่ Excellence: เจาะวิธีคิดสุดยอด Data Scientist แห่ง Bluebik</a> appeared first on <a href="https://bluebik.com/th/">Bluebik</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Bluebik Gives, Women Gain: เรื่องราวของ 3 ลีดเดอร์หญิงใน Bluebik ที่เติบโต้จากโอกาสและความเท่าเทียม</title>
		<link>https://bluebik.com/th/stories/bluebik-gives-women-gain/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[marketing@bluebik.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 05 Mar 2026 10:00:00 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://bluebik.com/?post_type=stories&#038;p=8263</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในโลกของเทคโนโลยีที่ภาพจำมักผูกติดกับความรวดเร็ว ตัวเลข [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://bluebik.com/th/stories/bluebik-gives-women-gain/">Bluebik Gives, Women Gain: เรื่องราวของ 3 ลีดเดอร์หญิงใน Bluebik ที่เติบโต้จากโอกาสและความเท่าเทียม</a> appeared first on <a href="https://bluebik.com/th/">Bluebik</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ในโลกของเทคโนโลยีที่ภาพจำมักผูกติดกับความรวดเร็ว ตัวเลข และการแข่งขันที่เข้มข้น หลายคนอาจตั้งคำถามว่า พื้นที่สำหรับ ‘ผู้หญิง’ ในอุตสาหกรรมนี้มีมากน้อยแค่ไหน?&nbsp;</p>



<p>เพราะ&nbsp;Bluebik&nbsp;คือองค์กรที่เชื่อในการขับเคลื่อนด้วยศักยภาพ นิยามนั้นไม่ได้ถูกจำกัดด้วยเพศสภาพ แต่มันถูกเขียนขึ้นผ่านวัฒนธรรมการ&nbsp;Empower&nbsp;หรือการ&nbsp;‘ให้’ และ ‘รับ’ (Give&nbsp;and&nbsp;Gain) ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ในวาระวันสตรีสากล (International&nbsp;Women&#8217;s&nbsp;Day) ปีนี้ เราจึงอยากชวนไปสำรวจความหมายของคำว่า ‘โอกาส’ ผ่านสายตาของ 3 พนักงานหญิงที่พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อบริษัทกล้าที่จะ ‘Give’ โอกาสที่เท่าเทียม สิ่งที่ ‘Gain’ กลับมานั้นไม่ใช่แค่ผลกำไร แต่คือพื้นที่ที่รวบรวมคนทำงานที่เชี่ยวชาญและหนักแน่นกับงานไว้ด้วยกัน มากกว่านั้นคือกล้าที่จะเป็นตัวเอง&nbsp;&nbsp;</p>



<p>เรากำลังพูดถึง&nbsp;<strong>พิม,</strong>&nbsp;Project&nbsp;Manager,&nbsp;Technical&nbsp;Consultant&nbsp;Team,&nbsp;Innoviz&nbsp;Solutions&nbsp;บริษัทในเครือของ&nbsp;Bluebik&nbsp;Group&nbsp;ลีดเดอร์ผู้เติบโตจากความเชื่อมั่น,&nbsp;<strong>โบว์</strong><strong>,&nbsp;</strong>Associate&nbsp;Director, Management&nbsp;Consulting&nbsp;และคุณแม่มือใหม่ที่หาสมดุลชีวิตได้อย่างลงตัว และ&nbsp;<strong>ฟิล์ม</strong><strong>,</strong>&nbsp;Customer&nbsp;Strategic&nbsp;Consultant&nbsp;Manager,&nbsp;Customer&nbsp;Success,&nbsp;Bluebik&nbsp;Digital&nbsp;เมเนเจอร์รุ่นใหม่ที่พิสูจน์ว่าพื้นที่ปลอดภัยที่ลองผิดลองถูกได้ คือโรงเรียนที่ดีที่สุด&nbsp;&nbsp;</p>



<p>3&nbsp;เสียง&nbsp;3&nbsp;บทบาท&nbsp;ต่อจากนี้&nbsp;คือเครื่องยืนยันว่าในโลกการทำงานยุคใหม่&nbsp;ความเท่าเทียมไม่ใช่แค่เรื่องของสิทธิ&nbsp;แต่มันคือการสร้างพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุดได้จริง&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/03/Woman-International-day-1024x1024.jpg" alt="Woman International day" class="wp-image-8264" srcset="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/03/Woman-International-day-1024x1024.jpg 1024w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/03/Woman-International-day-300x300.jpg 300w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/03/Woman-International-day-150x150.jpg 150w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/03/Woman-International-day-768x768.jpg 768w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/03/Woman-International-day-900x900.jpg 900w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/03/Woman-International-day.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading"><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-vivid-cyan-blue-color"><strong>พิม&nbsp;</strong>&nbsp;</mark></h3>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>Project&nbsp;Manager,&nbsp;Technical&nbsp;Consultant&nbsp;Team,&nbsp;Innoviz&nbsp;Solutions&nbsp;</strong><strong>บริษัทในเครือของ&nbsp;Bluebik&nbsp;Group</strong>&nbsp;</h4>



<h4 class="wp-block-heading">ลีดเดอร์หญิงผู้เติบโตด้วยความเชื่อมั่นของ ‘ทีม’ ที่ต่อยอดให้เธอเชื่อมั่นในตัวเอง&nbsp;</h4>



<p>งานของเราคือ Project&nbsp;Manager&nbsp;ดูแลทีมผู้พัฒนาโปรแกรม D365 (Dynamics 365) ซึ่งเป็นโปรแกรม ERP (Enterprise&nbsp;Resource&nbsp;Planning) ช่วยวางแผนทรัพยากรทางธุรกิจให้กับลูกค้า เราดูแลตั้งแต่เริ่มโปรเจกต์&nbsp;บริหารทรัพยากรภายในทีม แก้ปัญหาให้น้องๆ&nbsp;รวมถึงงานขาย&nbsp;</p>



<p>เราทำงานตำแหน่งนี้มาราว 4 ปี แต่ทำงานที่&nbsp;Innoviz&nbsp;ในเครือ&nbsp;Bluebik&nbsp;Group มา 15 ปีแล้ว เริ่มต้นจากตำแหน่ง&nbsp;Assistant&nbsp;Technical&nbsp;Consultant&nbsp;แม้ 15 ปีจะเป็นเวลาที่ยาวนาน แต่เราไม่เคยเบื่อเพราะได้เจองานที่ท้าทาย ลูกค้าเปลี่ยนไปเรื่อยๆ&nbsp;ตามโมดูลของระบบ ERP ทำให้ได้รับโจทย์ต่างกันในแต่ละงาน อีกเหตุผลที่ทำให้อยู่ได้นานคือสภาพแวดล้อมและเพื่อนร่วมงานที่ซัปพอร์ตกันเสมอ&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="1920" height="1440" src="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/03/IVZ_Pimprapa-and-team_01.jpeg" alt="IVZ Pimprapa and team 01" class="wp-image-8272" srcset="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/03/IVZ_Pimprapa-and-team_01.jpeg 1920w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/03/IVZ_Pimprapa-and-team_01-300x225.jpeg 300w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/03/IVZ_Pimprapa-and-team_01-1024x768.jpeg 1024w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/03/IVZ_Pimprapa-and-team_01-768x576.jpeg 768w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/03/IVZ_Pimprapa-and-team_01-1536x1152.jpeg 1536w" sizes="(max-width: 1920px) 100vw, 1920px" /></figure>



<p>ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง เราไม่เคยรู้สึกว่าโดนปฏิบัติไม่ดีเลย กลับกันเราได้รับการดูแลอย่างดี&nbsp;เช่น ตอนไปพบลูกค้าไกลๆ เพื่อนร่วมงานจะอาสารับ-ส่งหรือให้ติดรถไปด้วยกัน ส่วนเรื่องอคติหรือความไม่เท่าเทียม เราไม่เคยเจอเลย&nbsp;</p>



<p>อันที่จริง&nbsp;Innoviz&nbsp;มีหัวหน้าหลายคนเป็นผู้หญิง อาจเพราะเราเป็นคอนซัลต์ที่ต้องมีความรู้เรื่องบัญชีด้วย เราเห็นพนักงานหญิงมีบทบาทสำคัญ แสดงความคิดเห็นตรงไปตรงมา และตัดสินใจเฉียบขาด ทำให้เราเชื่อว่าในฐานะพนักงานหญิงก็สามารถพูดหรือทำอะไรได้อย่างไม่ต้องกังวล และเห็นชัดเจนว่าเราจะเติบโตไปทางไหนก็ได้ถ้ามีศักยภาพพอ&nbsp;</p>



<p>ข้อดีของการอยู่ในทีมที่มีผู้หญิงเยอะคือความละเอียดและความใส่ใจ พี่ๆ ใส่ใจทั้งเรื่องงานและความรู้สึกคนในทีม เวลามีปัญหาเขาก็พร้อมให้กำลังใจ นอกจากนี้พี่ๆ ยังสอนเราผ่านการทำงาน หนึ่งในนั้นคือการไม่อายที่จะถาม เพราะคนเราไม่ได้รู้ทุกเรื่อง ถ้าสงสัยหรือคิดต่างตรงไหนก็บอกได้เลย มันทำให้เรากล้าแสดงออก และได้เห็นมุมมองที่แตกต่างของคนอื่น&nbsp;</p>



<p>เหตุการณ์ที่ประทับใจและทำให้เห็นว่าบริษัทให้คุณค่ากับความเท่าเทียม คือตอนที่ได้ขึ้นมาเป็น Project&nbsp;Manager&nbsp;เพราะบริษัทได้แสดงให้เห็นว่า พิจารณาคัดเลือกตามคุณสมบัติและผลงาน มากกว่าอายุงานหรือเพศ&nbsp;ทำให้เรารู้ว่าที่&nbsp;Bluebik&nbsp;เลือกคนจากความสามารถจริงๆ เมื่อทุกคนทำงานได้เต็มที่ บริษัทก็ได้งานที่มีคุณภาพส่งให้ลูกค้า&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" width="1920" height="1440" src="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/03/IVZ_Pimprapa-and-team_02.jpg" alt="IVZ Pimprapa and team 02" class="wp-image-8274" srcset="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/03/IVZ_Pimprapa-and-team_02.jpg 1920w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/03/IVZ_Pimprapa-and-team_02-300x225.jpg 300w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/03/IVZ_Pimprapa-and-team_02-1024x768.jpg 1024w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/03/IVZ_Pimprapa-and-team_02-768x576.jpg 768w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/03/IVZ_Pimprapa-and-team_02-1536x1152.jpg 1536w" sizes="(max-width: 1920px) 100vw, 1920px" /></figure>
</div>


<p>ตั้งแต่เป็น Project&nbsp;Manager&nbsp;บริษัทเทรนเราให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ&nbsp;ด้วยคลาสด้านผู้นำ ขณะเดียวกันเราก็ได้รับการย้ำเตือนจากทีมว่าเขาเชื่อในการตัดสินใจของเรา สิ่งเหล่านี้ทำให้บรรยากาศการทำงานดีขึ้น และเรากล้าตัดสินใจได้มากขึ้น&nbsp;</p>



<p>เรารู้สึกโชคดีที่อยู่ในบริษัทที่เท่าเทียม เพราะสุดท้ายคนที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำคือคนที่มีความสามารถจริงๆ ค่ะ”&nbsp;</p>



<p><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-vivid-purple-color"><span style="text-decoration: underline;">Woman&nbsp;to&nbsp;Woman</span></mark>&nbsp;</strong>“สำหรับผู้หญิงที่อยากเติบโตขึ้นมาเป็นลีดเดอร์&nbsp;อยากให้ทำงานเต็มความสามารถ และมีความเชื่อว่า เราเก่งได้เหมือนกับทุกคน ไม่ต้องกังวลค่ะ”&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-vivid-cyan-blue-color"><strong>โบว์&nbsp;</strong>&nbsp;</mark></h3>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>Associate&nbsp;Director, Management&nbsp;Consulting&nbsp;(MC),&nbsp;Bluebik</strong>&nbsp;</h4>



<h4 class="wp-block-heading">คุณแม่มือใหม่ผู้มีทีมที่เข้าอกเข้าใจ ทำให้ไม่ต้องเลือกระหว่างการเป็น ‘แม่’ และ ‘คนทำงาน’&nbsp;</h4>



<p>ใน&nbsp;Bluebik&nbsp;โบว์อยู่ทีม Management&nbsp;Consulting&nbsp;หรือ MC หน้าที่หลักคือดูแลภาพรวมโปรเจกต์&nbsp;ตั้งแต่คิดออกแบบกลยุทธ์ให้ลูกค้า เชื่อมงานข้าม Business&nbsp;Unit&nbsp;ไปจนถึงการบริหารทีมภายใน งานของโบว์จะอยู่ฝั่งต้นน้ำคือการคิดกลยุทธ์เพื่อแก้ปัญหาให้ลูกค้า หลังจากได้แนวทางแล้วก็จะวางโรดแมปพัฒนาต่อร่วมกับฝั่งดิจิทัล ซึ่ง MC จะเป็นเหมือน Project&nbsp;Manager&nbsp;กลางที่ดูแลทุกโปรเจกต์&nbsp;</p>



<p>โบว์ทำงานที่&nbsp;Bluebik&nbsp;มา 6 ปี เริ่มจากตำแหน่ง&nbsp;Senior&nbsp;Consult&nbsp;ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะโตมาถึงจุดนี้ เราแค่ต้องการเรียนรู้งานให้ได้มากที่สุด เพราะตอนนั้นรอบข้างมีแต่คนเก่งๆ ขณะที่เรายังค่อนข้างช้า โชคดีที่ได้ฟีดแบ็กและวิธีคิดจากพี่ๆ ทำให้เราพัฒนาตัวเองมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>สิ่งที่พิเศษคือเราไม่ได้ถูกล็อกว่าต้องทำบทบาทใดบทบาทหนึ่ง ตอนแรกโบว์คุ้นชินกับงานฝั่งธุรกิจ แต่ผู้ใหญ่ให้โอกาสข้ามไปทำฝั่งดิจิทัลมากขึ้น ทำให้เราได้ผลักดันตัวเองจนมาอยู่ตรงนี้ ยิ่งบริษัทขยายใหญ่ขึ้น ก็มีสิ่งใหม่ๆ ให้เรียนรู้ไม่จบสิ้น&nbsp;</p>



<p>ใน MC เราสร้างบรรยากาศที่ให้ทุกคนเป็นตัวเอง แสดงความคิดเห็นและตั้งคำถามได้ เราเคยเจอหลายเหตุการณ์ที่ต้องยอมรับว่าตัวเองไม่รู้ ซึ่งพี่ๆ ก็คอยไกด์ตลอด เราจึงรู้สึกว่าการเลื่อนตำแหน่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศ แต่มันขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและความพร้อม ทัศนคติแบบนี้ทำให้คนทำงานกล้าผลักดันตัวเองให้เติบโต&nbsp;</p>



<p>โบว์ไม่เคยรู้สึกว่าโดนเลือกปฏิบัติเพราะเป็นผู้หญิง ที่นี่ซัปพอร์ตเรามาก โดยเฉพาะตอนนี้ที่เป็นคุณแม่มือใหม่ ตอนนี้น้องอายุครบ 5 เดือนแล้ว บริษัทสนับสนุนเราตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ เพราะเราแพ้ท้องหนักและท้องแข็งบ่อย พี่ๆ ในทีมจะบอกเลยว่าถ้าอยากพักให้แจ้งได้ แล้วเขาจะหาคนมาผ่อนงานแทน&nbsp;</p>



<p>เรารู้สึกขอบคุณมาก นอกจากเรื่องสวัสดิการเกี่ยวกับคุณแม่แล้ว อย่างตอนก่อนกลับมาทำงาน&nbsp;โบว์กังวลเรื่อง&nbsp;Work-Life&nbsp;Balance&nbsp;เพราะกลัวดูแลโปรเจกต์ไม่ไหว บางคืนไม่ได้นอนเพราะลูกงอแง พอไปคุยกับ HR และทีม ทุกคนเปิดกว้างให้จัดการเวลาเองได้ โดยโฟกัสที่ผลลัพธ์ของงานเป็นหลัก เวลาทำงานของเราจึงยืดหยุ่นมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>สิ่งนี้ทำให้รู้สึกว่า เราไม่ต้องเลือกระหว่างบทบาท ‘แม่’ กับ ‘คนทำงาน’ แต่สามารถดำเนินไปพร้อมกันได้ เราโฟกัสทั้งเนื้องานและดูแลลูกได้เต็มที่ ทำให้เรามั่นใจและภูมิใจใน&nbsp;Career&nbsp;Path&nbsp;ของตัวเอง ก่อนหน้านี้เคยคิดว่าอาชีพที่ปรึกษาต้องตัดชีวิตส่วนตัวออกไปเลย แต่ที่นี่ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นมืออาชีพได้ทั้งเรื่องงานและการบาลานซ์ชีวิต&nbsp;</p>



<p>ในทางกลับกัน เมื่อบริษัทให้โอกาสและความไว้ใจ เราก็อยากส่งมอบสิ่งดีๆ กลับคืน อยากทำให้โปรเจกต์สำเร็จ ลูกค้าพอใจ ในอนาคตก็อยากให้องค์กรเปิดกว้างและให้โอกาสพนักงานรุ่นใหม่แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ&nbsp;เพื่อให้เป็นพื้นที่ที่คนเก่งอยากอยู่ และคนที่อยู่ก็อยากเก่งขึ้นทุกวันค่ะ”&nbsp;</p>



<p><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-vivid-purple-color"><span style="text-decoration: underline;">Woman&nbsp;to&nbsp;Woman</span></mark></strong>&nbsp;“สำหรับน้องๆ&nbsp;ที่อยากมีลูกหรือกังวลเรื่องการตั้งครรภ์&nbsp;Bluebik&nbsp;เป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างมาก ถ้าเราอยากปรับวิธีการทำงานตรงไหนโดยไม่กระทบผลลัพธ์ เราสามารถพูดคุยกับทีมได้ ไม่ต้องกลัวค่ะ ถ้าเรามีศักยภาพ การเป็นผู้หญิงและการตั้งครรภ์จะไม่เป็นอุปสรรคเลย”&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-vivid-cyan-blue-color">ฟิล์ม</mark></strong>&nbsp;</h3>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>Customer&nbsp;Strategic&nbsp;Consultant&nbsp;Manager,&nbsp;Customer&nbsp;Success,&nbsp;Bluebik&nbsp;Digital&nbsp;</strong>&nbsp;</h4>



<h4 class="wp-block-heading">ผู้นำที่เชื่อในการลองงานหลายอย่าง รู้หลายเรื่อง และกล้าแสดงออก&nbsp;&nbsp;</h4>



<p>ฟิล์มเป็น&nbsp;Customer&nbsp;Strategic&nbsp;Consultant&nbsp;Manager&nbsp;ดูแลส่วน&nbsp;Customer&nbsp;Success&nbsp;ที่&nbsp;Bluebik&nbsp;Digital ซึ่งคือกระบวนการส่งมอบงานให้ลูกค้าสำเร็จ เราดูแลตั้งแต่ขั้น Pre-Sale&nbsp;เมื่อลูกค้ามีโจทย์มา เราจะช่วยคิดโซลูชัน เป็นที่ปรึกษา ไปจนถึงคิดต้นทุนราคา และขั้นตอนที่ลูกค้าตัดสินใจลงทุน นอกจากนี้ยังต้องดูแลน้องๆ&nbsp;ในทีม พัฒนาให้เขามีความสามารถมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>ลูกค้าส่วนใหญ่มักมาพร้อม&nbsp;Pain&nbsp;Point&nbsp;ในองค์กร และอยากนำเทคโนโลยีหรือซอฟต์แวร์ไปช่วยแก้ปัญหาหรือลดความซับซ้อน รวมถึงกรณีมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ลูกค้าจะมาปรึกษาว่าถ้านำมาใช้ในองค์กรจะทำอย่างไรได้บ้าง ลูกค้าหลักๆ อยู่ในกลุ่มธนาคาร พลังงาน&nbsp;และหน่วยงานรัฐ&nbsp;</p>



<p>ฟิล์มทำงานที่&nbsp;Bluebik&nbsp;ตั้งแต่เรียนจบ รวม 8 ปี ความท้าทายคือไทม์ไลน์ที่เร่งด่วน โซลูชันและต้นทุนต้องเป๊ะ ทีมจึงต้องตัดสินใจเร็วและแอคทีฟตลอดเวลา ขณะเดียวกันทีมก็สร้างบรรยากาศที่เปิดให้ทุกคนแสดงความเห็นได้อย่างปลอดภัย ไม่ว่าจะพี่หรือน้อง เรารับฟังและเคารพไอเดียของกันและกัน&nbsp;</p>



<p>เพราะเติบโตมากับทีมที่รับฟังนี่แหละ เราจึงกล้าคิด กล้าทำ ตอนที่ฟิล์มยังเด็ก พี่ๆ ก็ตั้งใจฟังโดยไม่ได้มองว่าเด็กแล้วไอเดียจะไม่ดี&nbsp;เพราะพี่ๆ ในทีมจะมองเราเป็นเพื่อนร่วมงานกัน ไม่ได้แบ่งแยกหัวหน้าหรือลูกน้องชัดเจน ทำให้เราคุยกันสบายใจและกล้าแสดงออก&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="1920" height="1088" src="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/03/K-Fa-BBD-insert.jpg" alt="K Fa BBD insert" class="wp-image-8276" srcset="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/03/K-Fa-BBD-insert.jpg 1920w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/03/K-Fa-BBD-insert-300x170.jpg 300w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/03/K-Fa-BBD-insert-1024x580.jpg 1024w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/03/K-Fa-BBD-insert-768x435.jpg 768w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/03/K-Fa-BBD-insert-1536x870.jpg 1536w" sizes="(max-width: 1920px) 100vw, 1920px" /></figure>



<p>ตั้งแต่ทำงานมา ฟิล์มเห็นสัดส่วนพนักงานผู้หญิงมากขึ้นเรื่อยๆ&nbsp;และไม่เคยรู้สึกว่าถูกแบ่งแยกเพราะเรื่องเพศเลย ทุกคนได้รับเกียรติเท่าเทียมกัน มีโอกาสเติบโตเหมือนกัน&nbsp;</p>



<p>สิ่งที่&nbsp;Bluebik&nbsp;ให้เราคือ ‘โอกาส’ ฟิล์มได้ลองทำงานหลายอย่างไม่มีข้อจำกัด ทั้ง&nbsp;Pre-Sale,&nbsp;Business&nbsp;Analyst, ติดต่อพาร์ตเนอร์,&nbsp;และวางแผนด้านการตลาด การได้จับงานหลากหลายทำให้เราเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ช่วยให้คิดรอบด้าน เพิ่มพูนชุดความรู้ และฝึกสกิลการสื่อสาร&nbsp;ทำให้เราให้คำปรึกษาลูกค้าได้ดีขึ้นด้วย&nbsp;</p>



<p>ฟิล์มเชื่อในการแสดงความคิดเห็นและไอเดียใหม่ๆ และอยากให้องค์กรเปิดกว้างแบบนี้ต่อไป เพราะแต่ละคนมีวิธีคิดและวิธีทำงานที่ต่างกัน การเปิดโอกาสให้เขาได้แสดงตัวตนและความคิดเห็น ทำให้คนทำงานรู้สึกดี เพราะสิ่งที่เขาคิดได้รับการมองเห็นและมีคนให้คุณค่าค่ะ”&nbsp;</p>



<p><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-vivid-purple-color"><span style="text-decoration: underline;">Woman&nbsp;to&nbsp;Woman</span></mark>&nbsp;</strong>“ถ้าพนักงานหญิงกังวลเรื่องโอกาสหรือการเติบโต อยากบอกว่าไม่ต้องกังวลเลยค่ะ ทำงานให้เต็มที่และพัฒนาตัวเองต่อไป ที่นี่มอบโอกาสและความท้าทายให้เสมอ ที่สำคัญอย่ากลัวที่จะแสดงความคิดเห็นหรือแนะนำพี่ๆ เพราะบางเรื่องน้องอาจจะเก่งกว่าพี่ก็ได้ค่ะ”&nbsp;</p>



<p class="has-text-align-center">&#8212;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>เชื่อว่า เรื่องราวของทั้ง 3 คน คือบทพิสูจน์ว่า เมื่อบริษัทกล้าที่จะ ‘Give’ โอกาสที่เท่าเทียม สิ่งที่ ‘Gain’ กลับมาคือ ผลงานระดับ&nbsp;Excellence&nbsp;จากทีมงานคุณภาพนั่นเอง&nbsp;&nbsp;</p>



<p>หากอยากร่วมงานกับองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมและเปิดกว้างสำหรับทุกไอเดียอย่างบลูบิค&nbsp;ดูตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครได้ที่&nbsp;<a href="https://bluebik.com/job/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">https://bluebik.com/job/</a>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p>The post <a href="https://bluebik.com/th/stories/bluebik-gives-women-gain/">Bluebik Gives, Women Gain: เรื่องราวของ 3 ลีดเดอร์หญิงใน Bluebik ที่เติบโต้จากโอกาสและความเท่าเทียม</a> appeared first on <a href="https://bluebik.com/th/">Bluebik</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สองสายสองสไตล์ จากสอง QA มือฉมังแห่ง Bluebik Digital ผู้ตรวจสอบคุณภาพสุดเข้มข้นทั้งสาย Manual และ Automate</title>
		<link>https://bluebik.com/th/stories/bluebik-digital-qa/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[marketing@bluebik.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 Feb 2026 04:21:35 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://bluebik.com/?post_type=stories&#038;p=8220</guid>

					<description><![CDATA[<p>Without QA, the Quality Cannot Be Assured คุยกับสอง QA แห่ง Bluebik Digital ผู้อยู่เบื้องหลังการตรวจสอบคุณภาพงานเพื่อความมั่นใจ 100% ของลูกค้า  </p>
<p>The post <a href="https://bluebik.com/th/stories/bluebik-digital-qa/">สองสายสองสไตล์ จากสอง QA มือฉมังแห่ง Bluebik Digital ผู้ตรวจสอบคุณภาพสุดเข้มข้นทั้งสาย Manual และ Automate</a> appeared first on <a href="https://bluebik.com/th/">Bluebik</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>หากจะว่าด้วย ‘คุณภาพสูงสุด’ ของแต่ละโปรเจกต์ นอกจากความเชี่ยวชาญและตั้งใจของคนทำงานในส่วนต่างๆ ตั้งแต่ Business Analyst (BA), System Analyst (SA), Developer จนถึง UX/UI Designer แล้ว อีกหนึ่งตำแหน่งสำคัญที่จะขาดไปไม่ได้ก็คือ <strong>Quality Assurance หรือ QA </strong>ที่จะต้องคอยดูแลคุณภาพในทุกๆ กระบวนการ เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้นโปรเจกต์ โดยทำหน้าที่เป็นอีกหนึ่งสายตาในการตรวจสอบ ว่างานแต่ละส่วนที่ออกมานั้น มีคุณภาพครบถ้วน หรือตรงกับ Requirement ของลูกค้าหรือไม่อย่างไรบ้าง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/02/2026-02-23-QA_Post-TH1-1024x1024.jpg" alt="2026 02 23 QA Post TH1" class="wp-image-8235" srcset="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/02/2026-02-23-QA_Post-TH1-1024x1024.jpg 1024w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/02/2026-02-23-QA_Post-TH1-300x300.jpg 300w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/02/2026-02-23-QA_Post-TH1-150x150.jpg 150w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/02/2026-02-23-QA_Post-TH1-768x768.jpg 768w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/02/2026-02-23-QA_Post-TH1-1536x1536.jpg 1536w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/02/2026-02-23-QA_Post-TH1-900x900.jpg 900w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/02/2026-02-23-QA_Post-TH1.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เรียกได้ว่าการมี QA ในโปรเจกต์หนึ่งๆ จะช่วยการันตีว่าคุณภาพของงานที่ส่งมอบจะได้คะแนนเต็ม 100 สมกับความเชื่อมั่นของลูกค้า โอกาสนี้เราจึงอยากชวนไปพูดคุยกับสอง QA มือฉมัง หรือ Senior Customer Experience Assurance อย่าง <strong>คุณบอส </strong>และ <strong>คุณจีน </strong>แห่ง ‘Bluebik Digital’ ซึ่ง Bluebik Digital เป็นการรวมตัวของทีมงาน บริษัท บลูบิค วัลแคน จำกัด และหน่วยงาน Digital Excellence &amp; Delivery หรือ DX ของบลูบิค เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการด้าน DX (พัฒนาระบบดิจิทัล แอปพลิเคชันและโซลูชัน) ถึงแม้ทั้ง 2 คน จะมีชื่อตำแหน่งที่ต่างกัน แต่ในทางปฏิบัติแล้วทั้งคู่ต่างเป็น QA มากประสบการณ์ที่ดูแลโปรเจกต์มาแล้วมากมายหลากหลายอุตสาหกรรม</p>



<p>และการจะเป็น QA ที่ดีนั้นต้องมีคุณสมบัติอย่างไร ต้องมีสายตาแบบไหน ทำงานร่วมกับแต่ละทีมอย่างไร การทำงาน QA ซึ่งแบ่งออกเป็นสองสายคือสาย Manual และสาย Automate นั้นมีความเหมือนหรือต่างอย่างไร รวมถึงอนาคตของตำแหน่ง QA ในโลกยุคใหม่จะเป็นไปในทิศทางไหน ขอเชิญรับฟังเรื่องเล่าจากการทำงานสุดเข้มข้นของคุณบอสและคุณจีนกันได้เลย</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทุกพื้นที่ต้องมี QA: ตำแหน่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ในโปรเจกต์ IT</strong></h3>



<p>“การเป็น QA ไม่ใช่แค่การตรวจหาบั๊ก (Bug) ครับ แต่เราคือคนที่ทำหน้าที่ดูแลคุณภาพของระบบตั้งแต่ต้นจนจบ (End-to-End) เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะส่งมอบสิ่งที่ถูกต้องตามความต้องการของลูกค้า สามารถใช้งานได้จริงและมีเสถียรภาพในระยะยาว” คุณบอสเป็นคนบอกเล่าถึงเนื้องานของ QA ให้เราได้ฟังพร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า</p>



<p>“QA จะไม่ได้เข้ามาในโปรเจกต์หลังจากที่ Developer เขียนโค้ดเสร็จแล้ว แต่ในโปรเจกต์หนึ่งๆ QA จะเข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่วันแรก ร่วมทำความเข้าใจ Requirement และ Business Flow ของลูกค้า จากนั้นเราก็จะวางแผนการทดสอบ ออกแบบ Test Case, Test Scenario และ Test Data เมื่อออกแบบเรียบร้อยแล้วก็จะมีการทดสอบ จากนั้นก็จะเป็นการสื่อสารกับทีมเพื่ออธิบายความเสี่ยงและคุณภาพของระบบให้กับทีม”</p>



<p>“พูดง่ายๆ เราจะเป็นเหมือนด่านสุดท้ายก่อนที่เราจะปล่อยระบบให้ผู้ใช้งานจริงได้ใช้งานครับ”</p>



<h4 class="wp-block-heading">ดังนั้นแล้ว QA จึงเป็นตำแหน่งที่ขาดไปไม่ได้และต้องทำการทดสอบเพื่อให้ปิดจุดผิดพลาดทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ โดยทั้งหมดทั้งมวล คุณบอสอธิบายว่าในการทดสอบจะมี 4 เฟสด้วยกัน</h4>



<ol class="wp-block-list">
<li>SIT หรือ System Integration Test หรือการทดสอบการเชื่อมต่อของระบบทั้งหน้าบ้าน (Frontend) และหลังบ้าน (Backend) รวมถึงการเชื่อมต่อระบบภายในกับภายนอก</li>



<li>UAT หรือ User Acceptance Test นั่นคือ การให้ลูกค้าหรือผู้ใช้งานมาทดสอบว่าระบบที่สร้างเสร็จนั้น ตรงกับความต้องการ (Requirement) ที่ตกลงกันไว้ตอนแรกหรือไม่</li>



<li>Performance Test นั่นคือการทดสอบประสิทธิภาพของระบบ เช่น กดปุ่มล็อกอินแล้วต้องสำเร็จภายใน 2 วินาที หรือลองให้คนเข้ามาใช้พร้อมๆ กันว่าระบบสามารถรองรับคนจำนวนมหาศาลได้หรือไม่</li>



<li>PVT หรือ Production Verification Test นั่นคือการทดสอบบนสภาพแวดล้อมจริงหลังจากนำระบบขึ้นติดตั้งบนโปรดักชันเรียบร้อยแล้ว เพื่อตรวจสอบครั้งสุดท้ายว่าทุกอย่างสามารถทำงานได้ 100%</li>
</ol>



<p>และแม้ทุกๆ โปรเจกต์จะมี 4 ขั้นตอนที่เหมือนๆ กัน เมื่อถามว่าทำไมถึงเลือกมาเป็น QA ที่บลูบิค คุณบอสเองมองว่าเป็นเรื่องของความหลากหลายในอุตสาหกรรมที่ได้เข้าไปทำ “มันเหมือนได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ตลอดเวลาครับ บลูบิคเป็นบริษัทคอนซัลต์ที่มีงานหลายประเภทมากๆ เราเลยจะไม่ได้ดูแค่โปรดักต์เดียว แต่จะได้เปลี่ยนไปเรื่อยๆ อย่างล่าสุดนี้ผมก็กำลังดูโปรเจกต์หนึ่งที่เป็นเทคโนโลยีใหม่เกี่ยวกับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งก็เป็นอีกความท้าทายใหม่ๆ เพราะโดยทั่วไปเราจะทดสอบแค่บนแอปพลิเคชันหรือบนเว็บไซต์ แต่โปรเจกต์นี้เราต้องลงไปทดสอบตู้ชาร์จในการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน ต้องลองไปเสียบชาร์จรถดูจริงๆ ก็เป็นอีกงานที่ตื่นเต้นดีครับ”</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สาย Manual และ Automate ต่างกันแค่ไหน ทำงานไปด้วยกันอย่างไรบ้าง?</strong></h3>



<p>ในการทดสอบของ QA จะมีวิธีการสองสายด้วยกัน นั่นคือ Manual Test และ Automate Test โดยคุณบอสจะเป็นผู้ทดสอบใน Manual เป็นหลัก ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเขาต้องรับหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพงานด้วยสายตาตัวเองในทุกๆ ขั้นตอนตาม Test Case ที่ออกแบบไว้ ขณะเดียวกันในทุกโปรเจกต์ก็ต้องมีการตรวจสอบแบบ Automate ควบคู่กันไปด้วย ซึ่งในส่วนนี้ คุณจีน ผู้รับหน้าที่ตรวจสอบในสาย Automate ก็ได้บอกเล่าถึงความต่างของทั้งสองสายเอาไว้ว่า</p>



<p>“ในส่วนของ Automate เราจะเริ่มตั้งแต่การทำแผนงานประเมินโปรเจกต์และทำ Test Case เหมือนกัน แต่ที่เราแตกต่างจากฝั่ง Manual ก็คือเราจะมีขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรมขึ้นมาเพื่อทดสอบระบบแทนการใช้สายตามนุษย์ โดยเมื่อทดสอบแล้วโปรแกรมของเราก็จะออก Report สำหรับแนบส่งให้ลูกค้า ซึ่งในจังหวะเดียวกันนี้ ฝั่ง Manual ก็จะเก็บผลการทดสอบทั้งหมดเพื่อส่งให้ลูกค้าเช่นกัน เมื่อทดสอบผ่านหมดแล้ว เราก็จะ Demo หรือสาธิตการใช้งานระบบให้ลูกค้าดู และ Walkthrough สถานการณ์ต่างๆ กันทีละขั้นตอน แล้วปิดท้ายด้วยการเทรนนิ่งตัวระบบให้กับผู้ใช้ค่ะ”</p>



<p>พูดง่ายๆ ก็คือ QA สาย Automate จะต้องสร้างโปรแกรมขึ้นมาเพื่อทดสอบแต่ละส่วนในโปรเจกต์ ดังนั้นอีกหนึ่งทักษะที่ต้องมีสำหรับสายนี้ก็คือการเขียนโค้ดนั่นเอง โดยคุณจีนยังได้บอกเล่าถึงข้อดีของแต่ละสายเอาไว้ว่า</p>



<p>“ฝั่ง Manual จะมีข้อดีคือเราสามารถปรับเปลี่ยนตัว Test หรือ Scenario ได้ตลอดเวลาในกรณีที่มีการเปลี่ยน Requirement เพราะในฝั่ง Automate การเปลี่ยน Requirement มันคือการรื้อโปรแกรมทดสอบใหม่เลย แต่ข้อดีก็คือ เมื่อเขียนโปรแกรมขึ้นมาครั้งหนึ่งแล้ว เราสามารถใช้งานไปได้ตลอด สมมติว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่กระทบต่อการทำงานของระบบ Automation จะช่วยให้การทดสอบง่ายมากขึ้น เพราะเราเขียนโปรแกรมรองรับเอาไว้แล้ว เราเพียงรัน Automate ใหม่อีกครั้งก็สามารถทำการทดสอบได้เลย”</p>



<p>สำหรับคุณจีนเอง ความสนุกในการเป็น QA สาย Automate นั้นเริ่มมาจากความสงสัยใคร่รู้ตั้งแต่สมัยเรียน “ตอนนั้นอาจารย์มักจะผลักดันให้ลูกศิษย์ไปทางสาย Developer มากกว่า ซึ่งเราได้รู้ว่ามีงานสาย QA อยู่ด้วยและเราก็อยากรู้ว่ามันเป็นยังไง พอได้ลองฝึกงานก็พบว่ามันมีสาย Automate ด้วย ที่ทำให้การทำงานง่ายขึ้นมาก และยังได้ใช้ทักษะด้านการเขียนโค้ดด้วย เราเลยตัดสินใจลุยสายนี้ทันที”</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>The Bluebik’s Quality: งานการันตีคุณภาพฉบับบลูบิค</strong></h3>



<p>สำหรับการการันตีคุณภาพงาน คุณจีนบอกเล่าถึงนิยามเอาไว้ว่า “คุณภาพมาพร้อมกับความถูกต้อง ถูกใจ และเหมาะสม โดย ‘ถูกต้อง’ ก็คือต้องถูกต้องตาม Requirement ที่ได้มา ถัดมา ‘ถูกใจ’ ก็คือ งานที่ออกไปเป็นที่ประทับใจของลูกค้า และ ‘เหมาะสม’ ก็คือเหมาะสมกับราคาที่ลูกค้าได้จ่ายมาค่ะ”</p>



<p>ทางด้านคุณบอสได้แชร์กับเราในทิศทางเดียวกันว่า “นิยามของคำว่าคุณภาพสำหรับผมจะเกิดจาก 3 คำครับ นั่นคือความถูกต้อง ประสบการณ์ และความไว้วางใจ เริ่มกันที่อย่างแรกคือ ‘ความถูกต้อง’ นั่นหมายความว่างานต้องถูกต้องตาม Requirement และ Business Flow ของลูกค้า ถัดมาที่ ‘ประสบการณ์’ ในที่นี้หมายถึงประสบการณ์ของผู้ใช้ ต้องใช้งานได้ง่าย รวดเร็ว และราบรื่น สุดท้ายคือ ‘ความไว้วางใจ’ นั่นคือต้องมีความปลอดภัยและความเสถียรที่ผู้ใช้สามารถไว้วางใจได้ วัดผลได้ และพร้อมที่จะ Scale Up ขึ้นไปได้”</p>



<p>โดยคุณบอสยังเสริมอีกว่า</p>



<p>“ที่บลูบิคเราเน้นมาตรฐานที่วัดได้จริง เรามี Definition of Done นั่นคือมีเกณฑ์ที่ชัดเจนทั้งแบบ Functional, Non-functional และ Acceptance Criteria หรือเกณฑ์การยอมรับงานที่ลูกค้ากำหนดมา แล้วก็มี Traceability Matrix หรือตารางเปรียบเทียบที่วัดคุณภาพได้ เช่น Defect Severity หรือความรุนแรงของข้อติดขัดต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึง Test Coverage และ Test Report ที่จะมีออกมาให้วัดได้ทั้งหมดครับ ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถตัดสินใจได้ว่าจะปล่อยแอปพลิเคชันขึ้นไปให้ผู้ใช้หรือยัง หรือข้อผิดพลาดที่ยังมีนั้นส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างไรบ้าง”</p>



<p>แน่นอนว่าการทำให้งานสำเร็จลุล่วงภายใต้นิยามคุณภาพและเป็นไปตาม Definition of Done นั้นย่อมเต็มไปด้วยความท้าทาย ซึ่งคุณบอสเองบอกเล่าว่า “เราจำเป็นต้องออกแบบวิธีการทดสอบให้เหมาะกับโปรเจกต์แต่ละประเภทที่มีปัจจัยต่างกันออกไป ทั้งเรื่องเทคโนโลยี ความเสี่ยง คน และความคาดหวังของลูกค้า และความสนุกคือนอกจากเราจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา เรายังได้เห็นงานของเราที่มี Impact ในระดับประเทศด้วยครับ”</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>QA’s Eyes and Experiences: สายตาและประสบการณ์ของ QA</strong></h3>



<p>เมื่อถามว่าคนเป็น QA ต้องมีสายตาอย่างไรบ้าง คุณบอสบอกเล่าว่า “ต้องมีสายตาช่างสงสัยและสามารถตั้งคำถามได้ตลอดเวลา เราต้องไม่เชื่อไว้ก่อนว่าระบบจะทำงานได้ถูกต้องจนกว่าจะพิสูจน์ได้จริง และเราก็ต้องจำลองมุมมองของผู้ใช้งานจริงด้วยครับ ไม่เพียงเท่านั้นเราต้องมีสายตาในการเข้าใจธุรกิจของลูกค้า เพราะจะทำให้เราออกแบบการทดสอบได้ตรงจุด ถัดมาก็คือสายตาที่เข้าใจระบบในเชิงเทคนิค เพื่อที่เวลาเกิดข้อผิดพลาดเราจะสามารถสื่อสารกับทีมและหาวิธีแก้ไขหรือป้องกันร่วมกันได้ครับ นี่เป็นสายตา 3 แบบที่ไม่สามารถขาดไปได้เลย”</p>



<p>ทางด้านคุณจีนบอกเล่าว่า นอกจากความสงสัยแล้ว “สายตาที่จำเป็นที่สุดคือความละเอียดถี่ถ้วนและการรู้จักพลิกแพลงในการทดสอบ เพราะบางอย่างเราสามารถลดระยะเวลาได้ สมมติว่าในหนึ่งทีมมีทั้งสาย Manual และ Automate บางสิ่งเราสามารถให้ Automate ทำงานแทนได้เลยโดยไม่ต้องทำ Manual ซ้ำ หรือบางส่วนที่ Manual ทำมาแล้ว เราก็สามารถปรับให้เป็น Script ที่จะใช้ในการทำ Automate ได้ ดังนั้นการพลิกแพลงจึงสำคัญค่ะ”</p>



<p><strong>คุณจีนยังอธิบายเพิ่มเติมว่า</strong></p>



<p>“อีกสิ่งที่ QA ไม่สามารถละเลยได้ก็คือความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ เช่น ทางทีม Design ออกแบบข้อความมา โดยกำหนดให้ข้อความนั้นมีความหนา แต่เมื่ออยู่ในระบบพบว่าข้อความที่แสดงยังคงเหมือนเดิมความหมายไม่ได้ผิดเพี้ยนไป เพียงแต่ข้อความที่แสดงไม่ได้เป็นตัวหนา ในแบบนี้ Automation มักจะตรวจจับไม่ได้ แต่คนเป็น QA จะต้องมองให้เห็น ต้องมีสายตาที่ละเอียดในการตรวจสอบสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ค่ะ”</p>



<p>และเมื่อเจอข้อผิดพลาด QA ต้องทำอย่างไรบ้าง? ในข้อนี้คุณบอสแชร์เอาไว้ว่า “เราต้องสื่อสารกับทีมและต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันว่าข้อผิดพลาดๆ นั้นๆ จะส่งผลกระทบกับธุรกิจของลูกค้าอย่างไรบ้าง ซึ่งเราจะไม่โทษกันว่าเป็นเพราะใคร แต่เราจะต้องมีแผนรองรับว่าเราจะต้องแก้ไขภายในระยะเวลาเท่าไหร่ ดังนั้น Mindset ที่ไปในทิศทางเดียวกันและความเป็น Ownership ของทั้งทีมจะส่งผลต่อการทำงานมากที่สุดครับ”</p>



<p>ขณะเดียวกันคุณจีนบอกเล่าในข้อนี้ว่า “Soft Skill ก็ค่อนข้างสำคัญ เพราะบางทีสิ่งที่เราคิดว่าถูกแล้วมันอาจไม่ถูกก็ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องมีการพูดคุยกับทุกฝั่งให้เข้าใจตรงกัน ต้องมีการใช้ไม้อ่อนไม้แข็งต่างกันไปตามสถานการณ์ และท้ายที่สุดถ้าเราเห็นภาพเดียวกัน การทำงานก็จะไหลลื่นค่ะ”</p>



<p>ไม่เพียงเท่านั้น คุณจีนยังบอกเล่าเพิ่มเติมถึงความสำคัญของประสบการณ์การเป็น QA เอาไว้ว่า “ยิ่งมีประสบการณ์ ยิ่งเรารู้ Business Flow เยอะ เราจะยิ่งเข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไร อย่างเช่นการออก Report ถ้าเรารู้ว่าธุรกิจของเขาเป็นแบบนี้ เราก็จะรู้ว่าสิ่งที่ลูกค้าต้องการเห็นหรือต้องการรับรู้จาก Report คืออะไร ดังนั้นประสบการณ์และความเข้าใจจะทำให้เราทำงานกับลูกค้าได้ง่ายขึ้น การเข้าใจภาษาทั้งภาษาในการเขียนโค้ดและภาษาอังกฤษในการทำงานก็สำคัญ เพราะกว่า 80% ของงานที่ได้ทำ เราใช้ศัพท์เทคนิคเป็นภาษาอังกฤษล้วนๆ เลยค่ะ”</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>QA’s Future: QA ที่เชี่ยวชาญจะไม่ถูก AI แย่งงาน เพียงใช้งาน AI ให้ถูกจุด!</strong></h3>



<p>และเมื่อเราอยู่ในช่วงเวลาสำคัญที่ AI เข้ามามีบทบาทในการทำงานอย่างยิ่งยวด อีกหนึ่งคำถามสำคัญจึงเป็นบทบาทของ AI ในงาน QA ซึ่งคุณจีนมองว่า AI ยังต้องพัฒนาในเรื่องของ ‘ความเข้าใจ’ โดยเธอเล่าว่า</p>



<p>“ความเข้าใจเป็นสิ่งสำคัญมากๆ แม้แต่มนุษย์ด้วยกันเรายังต้องอาศัยการทำความเข้าใจอย่างถี่ถ้วนลึกซึ้ง ดังนั้นการใช้ AI ให้เข้าใจครอบคลุมทุกอย่างนั้นจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาและความเชี่ยวชาญในการเทรนโมเดลให้ตอบโจทย์สิ่งที่เราต้องการ แต่เราอาจใช้ AI ในการช่วยทำ Test Case ในบางจุดที่ทำซ้ำกันบ่อยๆ เช่นการตรวจสอบ input field ที่ต้องสามารถกรอกภาษาไทย ภาษาอังกฤษ อักขระพิเศษได้ เคสพวกนี้จะเป็นเคสที่มีแพทเทิร์นการทำงานเดิมๆ เราก็สามารถใช้ AI เข้ามาช่วยในการลดระยะเวลาในการทำสิ่งเหล่านี้ได้ค่ะ”</p>



<p>ทางด้านคุณบอสมองว่า ณ เวลานี้ สายตาของ AI อย่างไรก็ยังไม่เทียบเท่าสายตามนุษย์ในแง่ของ ‘ความรู้สึก’ โดยเขาขยายความว่า</p>



<p>“อย่างแรกเลยครับ AI ยังไม่เข้าใจความรู้สึกของผู้ใช้ เช่น การกดเข้าไปแล้วต้องรอโหลด 2 วินาที ตรงนี้ AI อาจจะไม่รู้สึกว่าช้าเหมือนที่คนรู้สึก รวมถึงบางข้อผิดพลาดอาจไม่ได้เกิดขึ้นในทาง Business Logic แต่เกิดจากประสบการณ์ใช้งาน เช่น ตัวอักษรเล็กเกินไปสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยมนุษย์เป็นคนตรวจสอบครับ ดังนั้นเราจะใช้ AI ช่วยในการออกแบบ Test Case หรือช่วยวิเคราะห์หาต้นตอของปัญหาที่แท้จริงเวลาเจอข้อผิดพลาดแบบนี้มากกว่า”</p>



<p>ดังนั้นทั้งคู่ล้วนเห็นตรงกันว่า AI ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นผู้ทดสอบได้ แต่ควรอยู่ในฐานะผู้ช่วย อย่างที่คุณบอสเน้นย้ำกับเราว่า “งาน QA จำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์และวิจารณญาณของมนุษย์ ดังนั้น AI จะไม่ได้มาแทน QA แต่จะมาแทน QA ที่ไม่ได้ใช้ AI ครับ”</p>



<p></p>
<p>The post <a href="https://bluebik.com/th/stories/bluebik-digital-qa/">สองสายสองสไตล์ จากสอง QA มือฉมังแห่ง Bluebik Digital ผู้ตรวจสอบคุณภาพสุดเข้มข้นทั้งสาย Manual และ Automate</a> appeared first on <a href="https://bluebik.com/th/">Bluebik</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>IT PM เติบโตได้แค่ไหน? คุยกับ “ฝน” ผ่านตำแหน่ง Associate Director, Program Management แห่งบลูบิค</title>
		<link>https://bluebik.com/th/stories/5-areas-of-growth-it-pm/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[marketing@bluebik.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 28 Jan 2026 01:33:00 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://bluebik.com/?post_type=stories&#038;p=7829</guid>

					<description><![CDATA[<p>พาไปรู้จักบทบาท IT Project Manager (IT PM) และ 5 Areas of Growth ที่สะท้อนการเติบโตของสาย IT PM จากประสบการณ์จริงที่ Bluebik</p>
<p>The post <a href="https://bluebik.com/th/stories/5-areas-of-growth-it-pm/">IT PM เติบโตได้แค่ไหน? คุยกับ “ฝน” ผ่านตำแหน่ง Associate Director, Program Management แห่งบลูบิค</a> appeared first on <a href="https://bluebik.com/th/">Bluebik</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ตำแหน่ง IT PM คืออะไร มีความแตกต่างจาก PM ทั่วๆ ไปอย่างไรบ้าง? และที่สำคัญ การก้าวเข้ามาเป็น IT PM ช่วยทำให้คนทำงานเติบโตขึ้นอย่างไร? สำหรับคำถามเหล่านี้ เราได้ชักชวนให้ คุณฝน ผู้เป็น Associate Director, Program Management แห่ง Digital Excellence and Delivery (DX) ของบลูบิค มาเป็นคนบอกเล่าผ่านประสบการณ์ของเธอเอง ที่ต้องดูแลโครงการต่างๆ ในฐานะ Project Manager และดูแล IT PM รุ่นน้องภายในทีม DX เพื่อให้มาตรฐานและการดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/01/TH_Social-1024x1024.jpg" alt="Project Management" class="wp-image-7838" srcset="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/01/TH_Social-1024x1024.jpg 1024w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/01/TH_Social-300x300.jpg 300w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/01/TH_Social-150x150.jpg 150w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/01/TH_Social-768x768.jpg 768w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/01/TH_Social-1536x1536.jpg 1536w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/01/TH_Social-900x900.jpg 900w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/01/TH_Social.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ย้อนไปก่อนที่จะเข้ามาทำงานที่บลูบิค คุณฝนเคยทำงานในตำแหน่งหัวหน้าทีมเช่น BA Lead หรือ Test Lead ที่ต้องดูแลรายละเอียดเชิงลึกในแต่ละส่วนของกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ แต่หลังจากที่เกิดความสงสัยว่าแต่ละส่วนเชื่อมโยงกันอย่างไร และอยากมองเห็นภาพรวมตั้งแต่ต้นจนจบของทั้งโปรเจกต์ เธอจึงเลือกเปลี่ยนมาสู่บทบาท IT PM ที่บลูบิค ซึ่งต้องบริหารจัดการทั้ง Life Cycle ของโปรเจกต์ไอทีจากหลากหลายองค์กรหลากหลายอุตสาหกรรม</p>



<p>นั่นจึงทำให้เธอต้องปรับตัวครั้งสำคัญ จากการมองภาพลึกภาพเดียว มาสู่การมองภาพรวมด้วยสายตาที่ครอบคลุมและแม่นยำ ซึ่งแม้จะเต็มไปด้วยความท้าทายแต่ก็นำมาซึ่งการเติบโตภายในตัวของเธอเอง โดยในโอกาสนี้เราได้ชวนคุณฝนมาบอกเล่าถึงการเติบโตของเธอทั้งหมด 5 ข้อด้วยกัน แต่ก่อนอื่น เราอยากชวนไปแวะอ่านกันก่อนว่าในฐานะ IT PM เธอต้องทำอะไรบ้าง และการทำงานที่บลูบิคช่วยส่งเสริมให้เธอเติบโตได้อย่างไร</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>The IT Project Manager: ศูนย์กลางแห่งการสื่อสารตั้งแต่ต้นจบจบโปรเจกต์</strong></h3>



<p>อันที่จริงแล้วตำแหน่ง IT PM ก็คล้ายคลึงกับตำแหน่ง PM ในบริษัทอื่นๆ เพียงแต่เมื่อต้องดูแลโปรเจกต์ด้าน IT จึงต้องอาศัยความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องไอทีที่ลึกซึ้งขึ้นบวกกับการสื่อสารกับคนทำงานหลากหลายแขนง หลายประเทศ โดย IT PM ต้องทำงานร่วมกับทุกคนในกระบวนการ ตั้งแต่ BA (ฺBusiness Analyst), SA (System Analyst), Developer จนถึงทีม Infrastructure และ QA</p>



<p>กุญแจสำคัญในการทำงาน IT PM ก็คือการเป็น ‘Single Source of Truth’ หรือเป็นศูนย์กลางการสื่อสารหลักของโครงการ ตั้งแต่การกำหนดทิศทาง การวางแผนงานและกิจกรรมที่แต่ละทีมต้องทำ โดยให้สอดคล้องและไปในทิศทางเดียวกัน การจัดลำดับความสำคัญ การจัดการความเสี่ยง และการแก้ไขปัญหา ทำให้ข้อมูลทั้งหมดรวมศูนย์อยู่ที่ IT PM โดยคุณฝนได้แชร์รายละเอียดกับเราว่า</p>



<p>“สิ่งที่เราต้องทำคือการบริหารจัดการและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในระหว่างวัน เวลาที่ทีมเจอปัญหา เราต้องรู้ว่าปัญหาคืออะไร และปัญหานั้นๆ มีระดับความสำคัญมากน้อยแค่ไหน หรือยังสามารถรอได้เพื่อให้เราได้แก้ปัญหาอื่นก่อน หรือถ้าปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในระดับวิกฤติ เราต้องรู้ว่าควรต้องบริหารจัดการยังไง หรือต้องจัด War Room ทันทีเลยไหม ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ในการตัดสินใจของ IT PM ค่ะ”</p>



<p>และในการตัดสินใจ IT PM ต้องใช้แกนหลัก 2 แกนด้วยกัน นั่นคือผลกระทบ (Impact) และโอกาสของความเสี่ยง (Risk Likelihood)</p>



<p>“ถ้าตั้งต้นจากตัวโปรเจกต์ เราจะมี Road Map และ Priority ของโปรดักต์นั้นๆ อยู่แล้ว ว่าส่วนไหนบ้างที่ขาดไปไม่ได้เลย เช่นเมื่อเราทำแอปพลิเคชันหนึ่งๆ เราต้องรู้อยู่แล้วว่า Key Feature คืออะไร ดังนั้นถ้าส่วนนี้ติดขัด ก็แปลว่าแอปพลิเคชันนี้จะไปต่อไม่ได้ อย่างนี้คือปัญหาระดับวิกฤติเพราะมีผลกระทบต่อธุรกิจของลูกค้า ยิ่งไปกว่านั้น ถ้ากระทบกับไทม์ไลน์ด้วย นั่นแปลว่าความเสี่ยงสูงมาก เป็นประเด็นที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน หรือถ้ามีผลกระทบต่อธุรกิจก็จริง แต่ยังไม่ถึงไทม์ไลน์ที่จะทำให้เกิดผลกระทบนั้น ก็อาจจะรอได้อีกหน่อย ดังนั้นเราต้องดูทั้งสองแกนร่วมกันค่ะ”</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>What Makes a Good Manager at Bluebik: จากความท้าทายสู่ความเชี่ยวชาญ</strong></h3>



<p>บางครั้ง งานที่ท้าทาย ก็มีส่วนทำให้คนทำงานเพิ่มพูนประสิทธิภาพในตัวเอง และสำหรับประสบการณ์การทำงานที่ท้าทายที่สุดนั้น คุณฝนได้บอกเล่าถึงโครงการขนาดใหญ่ที่มีทีมงานเกือบ 100 คน มีงบประมาณสูง และเป็นที่จับตามองของสังคม แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเรียกว่าเป็นโปรเจกต์ใหญ่ที่ไทม์ไลน์ค่อนข้างกระชับ อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลง Direction, Priority และ Requirement ในหลักชั่วโมง นี่จึงเป็นอีกภารกิจที่ตัวคุณฝนเองได้ลับคมและเพิ่มพูนความเชี่ยวชาญให้กับตัวเองและทีมได้เป็นอย่างดี</p>



<p>“สิ่งที่เราต้องทำอย่างแรกเลยคือการจัดลำดับความสำคัญของชิ้นงานแต่ละทีม และจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม เพื่อให้ทีมโฟกัสงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงบางอย่าง IT PM ต้องเป็นคนรับเรื่องต่างๆ เอาไว้เป็น Tier แรก เพื่อให้ทีมทำงานได้ดีที่สุด และงานออกมามีคุณภาพดีที่สุดภายใต้ความท้าทายที่มี”</p>



<p>“นอกจากนั้นยังต้องดูว่าอะไรคือความเสี่ยงที่ IT PM ต้องเตรียมตั้งรับ ไม่ว่าจะเป็นป้จจัยที่เราควบคุมได้หรือควบคุมไม่ได้ เราต้องรีบสื่อสารว่าปัญหาอาจจะเกิดขึ้น ถ้าเรายังไม่ทำ 1 2 3 4 เหล่านี้ และถ้าเราทำไม่ได้เราสามารถมีวิธีการอื่นๆ อีกไหม ที่จะทำให้ความเสี่ยงนี้มีความเข้มข้นต่ำลง”</p>



<p>โปรเจกต์นี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีในระยะเวลาประมาณ 4 เดือน นับเป็นโปรเจกต์ที่ยากที่สุดในชีวิตการทำงาน แต่คุณฝนมองว่าเธอได้เรียนรู้อย่างก้าวกระโดดจากงานนี้ และไม่ใช่เพียงแต่ตัวของเธอเอง แต่ ‘ทีม’ ก็ล้วนแต่ได้เรียนรู้ไปด้วยกัน</p>



<p>“IT PM ต้องสนับสนุนให้ทีมกล้าที่จะลองผิดลองถูก ไม่กลัวความผิดพลาดจนเกินไป ถ้าผิดก็ไม่เป็นไร เราจะลองกันใหม่ เราจะไม่โทษกัน เพราะนั่นคือส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ และตลอดทั้งการทำงานทุกคนจะรู้ว่าจุดหมายปลายทางมันคือความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่จะเกิดขึ้น” เธอกล่าว</p>



<p>และที่สุดแล้วคุณฝนยังมองว่าทุกๆ ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นจาก IT PM เพียงคนเดียว หากแต่เกิดจากทีมทุกๆ คน อย่างที่เธอเล่าว่า</p>



<p>“จริงๆ แล้ว PM เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งค่ะ แต่หลักการคือ ทีมต้องทำงานประสานไปด้วยกันโดยมี Growth Mindset เดียวกัน ซึ่งแม้ PM อาจจะเป็นคนผลักดันหรือเป็นคนจัดการก็จริง แต่สำหรับความสำเร็จที่เกิดขึ้น เราต้องให้เครดิตทุกคนอย่างเต็มที่ค่ะ”</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>Growth Environment at Bluebik: พื้นที่แห่งการเติบโต ณ บลูบิค</strong></h3>



<p>ขณะที่ต้องสื่อสารเรื่อง Growth Mindset กับทีมเสมอ หากแต่ตัวของเธอเองก็ได้พัฒนาตัวเองตลอดเวลาเช่นกัน ท่ามกลาง Growth Environment ของบลูบิค ที่เราอยากชวนมาดูกันทีละข้อ</p>



<p>ข้อแรกที่คุณฝนหยิบมาบอกเล่าก็คือ <strong><em>‘อิสระในการตัดสินใจ’ </em></strong>และการได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากรุ่นพี่อย่างเต็มที่ โดยเธออธิบายเสริมว่า “ที่บลูบิคเรามีอิสระในการตัดสินใจค่อนข้างสูง ไม่ได้มีการกำหนดตายตัวว่าคุณจะต้องใช้ Methodology แบบนี้เท่านั้น เราสามารถลองผิดลองถูกได้ มันมีพื้นที่ให้เราได้เรียนรู้ ถ้าเกิดมีการพลิกแพลงหรือคิดนอกกรอบแล้วผลมันออกมาดีขึ้น สมาร์ทขึ้น เราก็สามารถคุยกันเพื่อปรับเปลี่ยนวิธีการได้ทั้งในโปรเจกต์ที่เราดูแลอยู่ และสามารถแชร์วิธีการที่ทดลองแล้วสำเร็จให้กับโปรเจกต์อื่นๆ ได้ด้วย”</p>



<p>ดังนั้น ถัดมาจึงเป็นเรื่องของ <strong><em>‘วัฒนธรรมการแบ่งปันความรู้’</em></strong> อย่างที่เธอเล่าว่า “สมมติมีโปรเจกต์ไหนที่เรารู้สึกว่ามันติดขัด เราก็สามารถเข้าไปขอมีส่วนร่วมกับโปรเจกต์คนอื่น เพื่อขอ Lesson Learned หรือขอคำแนะนำได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต่างออกไปจากที่อื่นๆ เรามีเมนเทอร์ มีพี่ๆ จากโปรเจกต์อื่นๆ ที่พร้อมจะช่วยเหลือกันเสมอ ไม่ว่าจะเป็น PM หรือผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ ในบลูบิค เราสามารถเข้าไปขอแบ่งปันความรู้กันได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการที่เราทำอยู่หรือนอกเหนือไปจากนั้นก็ตาม”</p>



<p>ไม่เพียงเท่านั้น ที่บลูบิคยังมี<strong><em> ‘ความหลากหลายของโปรเจกต์และอุตสาหกรรม’</em></strong> ซึ่งเปิดโอกาสให้ทีมได้ทำงานร่วมกับลูกค้าและเทคโนโลยีที่หลากหลาย และ<strong><em> ‘การส่งเสริมให้ใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่’ </em></strong>ที่ช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งคนในบลูบิคที่ได้ลองใช้มาแล้วสามารถหยิบมาแบ่งปันกันได้ตลอดเวลา ที่สำคัญ ด้วยโอกาสในการทำงานกับบริษัทหรือองค์กรในหลากหลายประเทศ ทักษะภาษาอังกฤษจึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ IT PM จำเป็นต้องฝึกฝนจนเชี่ยวชาญไปโดยปริยาย</p>



<p>ทั้งหมดนี้นำไปสู่การเติบโตของคุณฝนเอง และโอกาสนี้เราจึงชวนให้คุณฝนได้บอกเล่าว่า 5 การเติบโตที่เธอภาคภูมิใจที่สุดนั้นมีอะไรบ้าง</p>



<h3 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>5 Areas of Growth: 5 การเติบโตสาย IT PM ในแบบฉบับของ “ฝน”</strong></h3>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="577" src="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/01/Info_Web-1024x577.jpg" alt="5 areas growth" class="wp-image-7834" srcset="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/01/Info_Web-1024x577.jpg 1024w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/01/Info_Web-300x169.jpg 300w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/01/Info_Web-768x432.jpg 768w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/01/Info_Web-1536x865.jpg 1536w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2026/01/Info_Web.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>1. ความเป็นผู้นำและการบริหารจัดการผู้คน (Leadership and People Management)</strong></h4>



<p>“จากเดิมที่เราแค่ต้องทำให้ดีในส่วนงานที่เราดู ก็ต้องปรับเป็นการ Inspire ให้ทีมทำ เราได้พัฒนาตัวเองในการสื่อสารและจัดการให้ทีมสามารถทำงานได้ดีและสะดวก นอกจากนั้นยังได้พัฒนาเรื่อง Conflict Conversation หรือ Difficult Conversation ด้วย”</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>2. ความรู้เชิงเทคนิคและข้อมูลเชิงลึกของอุตสาหกรรม (Technical Knowledge and Industry Insight)</strong></h4>



<p>“ความรู้ที่หลายหลากก็มาจากอุตสาหกรรมที่หลากหลาย เราได้เรียนรู้ผ่าน Digital Transformation ไปจนถึงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารในอุตสาหกรรมต่างๆ เราได้ซึมซับมาทั้งหมด รวมถึงเครื่องมือต่างๆ ที่ทันสมัยขึ้น เราจะได้เห็นอยู่ตลอดเวลาว่าโลกไปถึงไหนแล้ว”</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>3. การคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking)</strong></h4>



<p>“เราได้มองถึงผลกระทบในระยะยาวและเชื่อมโยงงานที่ทำเข้ากับเป้าหมายทางธุรกิจของลูกค้า งานของเราไม่ได้จบแค่การส่งมอบโครงการ แต่เรายังอยู่กับลูกค้าไปอีกยาวๆ เราจึงได้เรียนรู้ว่าเป้าหมายทางธุรกิจในแต่ละระยะเวลาคืออะไร และเราจะได้ไปให้ถึงตรงนั้นร่วมกัน”</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>4. การปรับตัว (Adaptability)</strong></h4>



<p>“ตำแหน่ง IT PM ต้องเผชิญกับปัญหาหน้างานตลอดเวลา ทั้งภายใน ภายนอก หรือจากบุคคลที่สามของลูกค้าเองก็ตาม ดังนั้นต้องปรับตัวให้เร็ว ยอมรับการเปลี่ยนแปลงและความผิดพลาด และบริหารจัดการให้ทุกอย่างไปถึงจุดที่ทุกคนพบทางออกร่วมกัน”</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>5. การทำงานร่วมกันข้ามสายงาน (Cross-functional Collaboration)</strong></h4>



<p>“เราได้ทำงานกับผู้คนหลากหลายฝ่าย ทั้งธุรกิจ เทคนิค การตลาด ไปจนถึงการดูแลลูกค้า เราได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญหลายคน ทั้งภายในและภายนอกองค์กร ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ”</p>



<p>การเติบโตทั้ง 5 ข้อนี้ ทำให้คุณฝนรู้สึกมั่นคงและมั่นใจขึ้นในเส้นทางการทำงาน และยิ่งกว่านั้น เธอยังมองไปถึงภาพในอนาคตที่รุ่นน้อง IT PM รุ่นใหม่จะสามารถทำงานได้สะดวกขึ้นจากการเติบโตและสิ่งที่เธอได้เรียนรู้มา และสามารถส่งต่อทัศนคติที่ดีให้กับคนทำงานในอนาคตได้จากรุ่นสู่รุ่น ทั้งหมดนี้จึงนับเป็นการเติบโตในแบบฉบับของ IT PM ที่เราอยากชวนให้ทุกคนได้รู้จักอย่างถ่องแท้กว่าที่เคย</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>อ่านมาถึงตรงนี้ ใครที่สนใจตำแหน่ง IT PM ที่บลูบิค สามารถเข้าไปรายละเอียดและกดสมัครงานได้ที่</strong></h4>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>Project Management Consultant (IT Project Manager) for Entry Level: </strong><a href="https://bluebik.com/th/job/project-management-consultant/">https://bluebik.com/th/job/project-management-consultant/</a></li>
</ul>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>Senior Project Management Consultant (IT Project Manager) for Experienced Hiring:</strong> <a href="https://bluebik.com/th/job/lead-project-management-consultant-project-manager/">https://bluebik.com/th/job/lead-project-management-consultant-project-manager/</a></li>
</ul>



<p></p>
<p>The post <a href="https://bluebik.com/th/stories/5-areas-of-growth-it-pm/">IT PM เติบโตได้แค่ไหน? คุยกับ “ฝน” ผ่านตำแหน่ง Associate Director, Program Management แห่งบลูบิค</a> appeared first on <a href="https://bluebik.com/th/">Bluebik</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดประสบการณ์ก้าวข้ามความท้าทายในโปรเจกต์ Mobile Banking ที่สร้าง Impact กับคนนับล้าน</title>
		<link>https://bluebik.com/th/stories/challenges_mobile_banking_impact_millions/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[marketing@bluebik.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 19 Dec 2025 01:00:00 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://bluebik.com/?post_type=stories&#038;p=7760</guid>

					<description><![CDATA[<p>เปิดเบื้องหลัง Mobile Banking ที่มีผู้ใช้งานหลักล้าน คือระบบที่ซับซ้อน ความปลอดภัยระดับสูง และทีม BA/SA ที่ออกแบบโซลูชันให้ขยายต่อได้จริงและสร้าง Impact ในระยะยาว</p>
<p>The post <a href="https://bluebik.com/th/stories/challenges_mobile_banking_impact_millions/">เปิดประสบการณ์ก้าวข้ามความท้าทายในโปรเจกต์ Mobile Banking ที่สร้าง Impact กับคนนับล้าน</a> appeared first on <a href="https://bluebik.com/th/">Bluebik</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>“Mobile Banking เป็นแอปฯระดับ Critical ของทุกธนาคาร เพราะเป็นแอปฯเรือธงที่ทุกธนาคารให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง เราจึงรู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่ได้เข้าไปทำโปรเจกต์ด้าน Mobile Banking ที่มีความท้าทายสูงให้กับลูกค้า” คุณป้อม-รัฐพล Deputy Head of Business Solution แห่งทีม Tech Solution Delivery จาก Bluebik Vulcan กล่าว </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/12/BASA-_Pom-Vulcan-Legacy-in-Banking-1024x1024.jpg" alt="BASA Legacy in Banking" class="wp-image-7761" srcset="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/12/BASA-_Pom-Vulcan-Legacy-in-Banking-1024x1024.jpg 1024w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/12/BASA-_Pom-Vulcan-Legacy-in-Banking-300x300.jpg 300w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/12/BASA-_Pom-Vulcan-Legacy-in-Banking-150x150.jpg 150w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/12/BASA-_Pom-Vulcan-Legacy-in-Banking-768x768.jpg 768w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/12/BASA-_Pom-Vulcan-Legacy-in-Banking-900x900.jpg 900w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/12/BASA-_Pom-Vulcan-Legacy-in-Banking.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เขาคนนี้ทำหน้าที่ดูแลทีม&nbsp;Business Analyst&nbsp;(BA)&nbsp;และ&nbsp;System Analyst&nbsp;(SA)&nbsp;โดยตรง&nbsp;และยังได้ดูแลโปรเจกต์&nbsp;Mobile Banking&nbsp;ของธนาคารชั้นนำในประเทศไทยมาแล้วหลายแห่ง&nbsp;ซึ่งแน่นอนว่าเป็นโปรเจกต์สำคัญที่คนสายไอทีต้องอยากทำสักครั้งหนึ่งในชีวิต&nbsp;เพราะนั่นหมายถึง&nbsp;คุณกำลังสร้างผลงานที่มีผู้ใช้หลักล้านคน&nbsp;และสิ่งที่คุณทำกำลังจะกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของผู้คนนับล้านเหล่านั้น&nbsp;</p>



<p>โอกาสนี้เราจึงเชิญคุณป้อมมาบอกเล่าประสบการณ์และความท้าทายในการดูแลโปรเจกต์&nbsp;Mobile&nbsp;Banking&nbsp;และวิธีคุมทีมเพื่อสร้าง&nbsp;Legacy&nbsp;ในธุรกิจธนาคารที่สร้าง&nbsp;Impact&nbsp;เป็นวงกว้างในประเทศไทย&nbsp;แง่มุมทั้งหมดจะเป็นอย่างไร&nbsp;ติดตามได้ในบทความนี้&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>Mobile Banking: โอกาสสำคัญของคนทำงานสายไอที </strong></h4>



<p>คุณป้อมบอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นในการได้ทำโปรเจกต์&nbsp;Mobile Banking&nbsp;สุดหินงานหนึ่ง&nbsp;ซึ่ง&nbsp;ณ&nbsp;เวลานั้น&nbsp;เขาและทีมยังไม่เคยจับงานด้านนี้มาก่อน&nbsp;แต่ทุกคนก็พร้อมใจที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมและฝึกฝนทักษะการเขียนโค้ดจนสามารถผ่านงานนั้นมาได้&nbsp;และกลายเป็น&nbsp;Portfolio&nbsp;ที่ทุกคนภาคภูมิใจจนถึงตอนนี้&nbsp;</p>



<p>“ตอนนั้นเราได้รับมอบหมายให้ทำ&nbsp;Mobile Banking&nbsp;ของธนาคารเจ้าหนึ่งที่มาพร้อมเวลาที่จำกัด&nbsp;ซึ่งทีมของเรายังเขียนโค้ด&nbsp;Mobile Banking&nbsp;ไม่ค่อยคล่องเท่าไรนัก&nbsp;แต่ทุกคนก็เรียนรู้เพิ่มเติม&nbsp;และสามารถส่งมอบงานจนสำเร็จ&nbsp;ซึ่งใน&nbsp;10&nbsp;ปีถัดมา&nbsp;เมื่อเราได้รับโปรเจกต์&nbsp;Mobile Banking&nbsp;เข้ามาอีก&nbsp;เรามีความพร้อมมากขึ้น&nbsp;เพราะทีมที่ทำงานด้วยกันยังเป็นทีมเดิมและทุกคนต่างได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ”&nbsp;</p>



<p>“จริงๆ&nbsp;แล้วมีคนทำงานสายไอทีไม่กี่คนที่ในชีวิตหนึ่งจะได้ทำ&nbsp;Mobile Banking&nbsp;เพราะฉะนั้น&nbsp;เมื่อโอกาสมาแล้ว&nbsp;เราจึงอยากลงมือทำดูสักครั้ง”&nbsp;เขากล่าวถึงเหตุผลที่ตัดสินใจรับงานแรกเมื่อสิบปีก่อน&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“ทุกอย่างในงาน&nbsp;Mobile Banking&nbsp;จะมาพร้อมระยะเวลาที่กำหนดอย่างชัดเจนแล้ว&nbsp;เพราะเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกฎใหม่ขึ้นมา&nbsp;ทุกธนาคารจำเป็นต้องตอบสนองนโยบายโดยเร็วที่สุด&nbsp;ดังนั้นมันคือความสนุกของการได้ร่วมมือกันระหว่างทีมงานของเราและทีมของธนาคารที่มีสมาชิกร่วมร้อยคน&nbsp;ทุกคนลงแรงกันเต็มร้อยมาก”&nbsp;</p>



<p>และเมื่อโอกาสมาถึง&nbsp;สิ่งสำคัญที่ต้องสร้างให้ได้ก็คือ&nbsp;Trust&nbsp;หรือความไว้เนื้อเชื่อใจจากลูกค้า&nbsp;เพื่อที่จะได้รับโอกาสในครั้งถัดๆ&nbsp;ไป&nbsp;</p>



<p>“สิ่งที่ผมบอกกับทีมทุกคนเสมอคือ&nbsp;หัวใจสำคัญของเรานั้นได้แก่&nbsp;Professional&nbsp;และ&nbsp;Ownership&nbsp;ความเป็น&nbsp;Professional&nbsp;คือเราต้องทำงานแบบ&nbsp;Proactive&nbsp;มีการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา&nbsp;ส่วน&nbsp;Ownership&nbsp;ก็คือ&nbsp;สิ่งไหนที่เราทำ&nbsp;ให้มองว่างานนั้นเป็นของของเราเอง&nbsp;ซึ่งจะส่งผลดีต่อวิธีคิดในการทำงาน&nbsp;เพราะทำให้เราคิดเผื่อลูกค้า&nbsp;และคิดถึงการต่อยอดนวัตกรรม”&nbsp;</p>



<p>“หากเราได้ทำ&nbsp;Mobile Banking&nbsp;สักแอปฯหนึ่ง&nbsp;แล้วเห็นคนใช้แอปฯนั้นๆ&nbsp;ที่เราทำ&nbsp;เราจะรู้สึกใจฟูมาก&nbsp;เพราะเรารู้สึกว่านี่คืองานของเรา&nbsp;นี่แหละคือ&nbsp;Ownership&nbsp;แล้วพอเกิดความรู้สึกแบบนี้ขึ้นมาครั้งหนึ่ง&nbsp;มันก็จะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ&nbsp;พอถึงงานหน้าเราก็ใส่เต็มเหมือนเดิม&nbsp;เพราะเรารู้สึกว่าเราเป็นเจ้าของงาน”&nbsp;</p>



<p>ไม่เพียงเท่านั้น&nbsp;เขายังเสริมอีกว่า&nbsp;</p>



<p>“ทุกครั้งที่จะเริ่มต้นโปรเจกต์&nbsp;เราจะชี้ให้ทีมเห็นถึง&nbsp;Impact&nbsp;ที่จะเกิดขึ้นทุกครั้ง&nbsp;เพื่อให้ทุกคนมองเห็นเป้าหมายเดียวกัน&nbsp;การทำงานของเรามันเหมือนวงออร์เคสตรา&nbsp;แต่ละคนอาจจะเล่นเครื่องดนตรีคนละชนิดกัน&nbsp;หรืออาจมีการ&nbsp;Improvise&nbsp;ระหว่างทาง&nbsp;แต่ทั้งหมดเกิดขึ้นภายใต้เป้าหมายเดียวกันและธีมเดียวกัน”&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>สารพัดความท้าทายในการทำ Mobile Banking  </strong></h4>



<p>แน่นอนว่าเมื่อเป็นแอปฯที่มีผู้ใช้ในหลักล้าน&nbsp;อีกทั้งยังเป็นระบบการเงินที่มีความซับซ้อนสูง&nbsp;ความท้าทายในเนื้องานจึงเกิดขึ้น&nbsp;โดยคุณป้อมได้บอกเล่าให้เราเห็นความท้าทายในภาพรวมเอาไว้ว่า&nbsp;</p>



<p>“ความท้าทายอย่างแรกของ&nbsp;Mobile Banking&nbsp;ก็คือเรื่อง&nbsp;‘ระบบ’&nbsp;มันต้องใช้งานง่ายเพราะมีผู้ใช้ระดับล้านๆ&nbsp;คน&nbsp;ถัดมาคือเรื่อง&nbsp;‘ความปลอดภัย’&nbsp;แอปฯต้องมาพร้อมความปลอดภัยสูงสุด&nbsp;ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ยุ่งยาก&nbsp;ส่วนเรื่องที่สามคือ&nbsp;‘ประสิทธิภาพ’&nbsp;นั่นคือกดแล้วต้องแสดงผลทันที&nbsp;การที่เราทำสามข้อนี้ให้ได้&nbsp;นั่นหมายถึงการได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากลูกค้า”&nbsp;</p>



<p>“และอีกหนึ่งความท้าทายก็คือเรื่อง&nbsp;‘เวลา’&nbsp;เราต้องส่งมอบงานภายในเวลาที่ค่อนข้างจำกัด&nbsp;เมื่อมีการปล่อยตัวแอปฯสู่สาธารณะแล้ว&nbsp;ทุกฟีเจอร์จะต้องใช้ได้เป็นอย่างดี&nbsp;และหลายครั้งก็มีเงื่อนไขสำคัญอย่าง&nbsp;ภาษาในการเขียน&nbsp;Code&nbsp;ที่ลูกค้าเคยใช้มาก่อนหน้านั้น&nbsp;มีครั้งหนึ่งที่ทางผู้ผลิตไม่ได้ให้การ&nbsp;Support&nbsp;ภาษานั้นต่อ&nbsp;ทำให้ไม่มี&nbsp;Security&nbsp;Patch&nbsp;ที่จะมารองรับปัญหาด้านความปลอดภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต&nbsp;ดังนั้นจึงต้องเขียน&nbsp;Code&nbsp;ขึ้นมาใหม่โดยใช้ภาษาอื่นที่ทางผู้ผลิตยังมีการ&nbsp;Support&nbsp;เพื่อขึ้นแอปฯใหม่ให้ทันในระยะเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด&nbsp;ถ้าเราขึ้นไม่ทัน&nbsp;ก็จะไม่เป็นไปตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย&nbsp;และต้องนำแอปฯลง&nbsp;ไม่สามารถให้บริการได้&nbsp;ซึ่งจะส่งผลกระทบกับคนจำนวนมากอย่างแน่นอน”&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>Super App เทรนด์แห่งยุคที่บางครั้งก็เปรียบเหมือน ‘ภูเขาน้ำแข็ง’ </strong></h4>



<p>แต่ก่อน&nbsp;เราอาจจะเห็นองค์กรหนึ่งๆ&nbsp;มีหลายแอปฯที่ให้บริการแตกต่างกัน&nbsp;แต่คุณป้อมบอกเล่าว่าเทรนด์ของปัจจุบันนี้คือการรวมทุกแอปฯเข้าไว้ด้วยกัน&nbsp;ให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงบริการที่หลากหลายได้ในแอปฯเดียว&nbsp;และนั่นคือพันธกิจของ&nbsp;Mobile Banking&nbsp;ในยุคปัจจุบัน&nbsp;ซึ่งทีม&nbsp;Bluebik&nbsp;Vulcan&nbsp;เองก็มีประสบการณ์ในการทำ&nbsp;Super App&nbsp;เช่นกัน&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“มีโปรเจกต์หนึ่งที่เราต้องทำ&nbsp;Super App&nbsp;นั่นคือการรวมสองแอปฯ&nbsp;เข้าด้วยกัน&nbsp;แอปฯหนึ่งเป็นเรื่องกองทุนรวม&nbsp;ส่วนอีกแอปฯหนึ่งเป็นเรื่องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ&nbsp;จากที่ก่อนหน้านั้น&nbsp;ถ้าอยากรู้ว่าเราลงทุนไปในสัดส่วนกองละเท่าไร&nbsp;ผู้ใช้ต้องโหลดสองแอปฯ&nbsp;ลงชื่อเข้าใช้ (Log In)&nbsp;ในแต่ละแอป&nbsp;แล้วใช้เครื่องคิดเลขบวกเอง&nbsp;ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยาก&nbsp;ดังนั้นเราต้องทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงบริการทั้งหมดนี้ภายใน&nbsp;Super App&nbsp;ที่มีการรวมพอร์ตการลงทุนเข้าไว้ด้วยกัน&nbsp;เพื่อแก้ปัญหาให้ผู้ใช้ที่มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินหลากหลาย”&nbsp;</p>



<p>“ก่อนอื่นเราต้องตีโจทย์ว่าจะรวมระบบด้านความปลอดภัย (Security)&nbsp;ของการลงชื่อเข้าใช้จากสองที่เข้าไว้ด้วยกันอย่างไร&nbsp;และต้องทำให้&nbsp;Seamless&nbsp;มากที่สุด&nbsp;เราต้องสร้าง&nbsp;Innovation&nbsp;นั้นขึ้นมา&nbsp;เนื่องจากเป็นการรวมพื้นที่การใช้งานด้านหน้า (Frontend)&nbsp;แต่ส่วนของ&nbsp;Backend&nbsp;ยังต้องใช้ส่วนเดิม&nbsp;เลยค่อนข้างเป็นเหมือนเส้นสปาเก็ตตี้อยู่เหมือนกัน&nbsp;แต่เราก็ผ่านมันมาได้”&nbsp;</p>



<p>ไม่เพียงเท่านั้น&nbsp;การเข้าไปทำโปรเจกต์หนึ่งๆ&nbsp;ทีมยังต้องเข้าไปศึกษาค้นคว้าระบบเก่าที่เริ่มต้นมาโดยทีมอื่นอย่างละเอียด&nbsp;</p>



<p>“การรวม&nbsp;Super App&nbsp;เราต้องไปศึกษา&nbsp;Business&nbsp;เดิมของแต่ละแอปฯก่อน&nbsp;ซึ่งบางที&nbsp;Software&nbsp;House&nbsp;ที่ทำมาก่อนอาจจะไม่ได้ทำเอกสารเอาไว้&nbsp;เราก็ต้องเปิด&nbsp;Source Code&nbsp;มาแกะเอง&nbsp;และความบันเทิงก็คือบางที&nbsp;Source Code&nbsp;ที่เราได้มา&nbsp;ไม่ตรงกับที่อยู่บน&nbsp;Production&nbsp;ด้วย&nbsp;เราก็ต้องช่วยเขาชันสูตรทั้งหมดอีกที”&nbsp;</p>



<p>“นอกจากที่เราต้องปรับปรุงแอปฯ&nbsp;ตาม&nbsp;UX/UI&nbsp;ใหม่ของลูกค้า&nbsp;เรายังต้องเข้าไปดูด้วยว่า&nbsp;Business&nbsp;เดิมเป็นอย่างไร&nbsp;เพราะสิ่งที่ลูกค้าเห็นอาจจะเป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง&nbsp;ลึกลงไปยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกเยอะ&nbsp;อย่าง&nbsp;Mobile Banking&nbsp;ของลูกค้าเจ้าหนึ่งที่เขาใช้มาร่วมสิบปีแล้ว&nbsp;เปลี่ยนมาหลายรุ่น&nbsp;ตั้งแต่ผู้ใช้คนแรกจนถึงผู้ใช้คนปัจจุบัน&nbsp;ก่อนหน้านั้นเขาอาจจะไม่มี&nbsp;Spec&nbsp;ดังนั้น&nbsp;System&nbsp;Analyst&nbsp;ของเราต้องอ่านจาก&nbsp;Code&nbsp;และวิเคราะห์ว่าถ้าที่มาเป็นแบบนี้&nbsp;เราต้องทำงานอะไรต่อบ้าง&nbsp;จากนั้นก็เขียนเป็น&nbsp;Flow&nbsp;ให้นักพัฒนา&nbsp;(Developer)&nbsp;นำไปทำต่อ&nbsp;และตอนส่งงานเราก็ต้องทำเอกสารไว้ให้เขาเสร็จสรรพ&nbsp;ให้ลูกค้าได้รู้ว่าภูเขาน้ำแข็งทั้งก้อนนั้นคืออะไร”&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>และแน่นอนว่าทีม&nbsp;Bluebik&nbsp;Vulcan&nbsp;เลือกใช้วิธีทำงานแบบ&nbsp;Agile&nbsp;ซึ่งทำให้มีการตรวจสอบทีละจุด&nbsp;ทีละขั้นตอนและเมื่อมีความเห็นและข้อเสนอแนะเข้ามาก็จะนำไปสู่การปรับแก้ในทันทีก่อนจะไปสู่ขั้นต่อไป&nbsp;โดยหลักการสำคัญคือการทำให้งานนี้ให้ยั่งยืนและง่ายต่อการต่อยอด&nbsp;(Sustainable)&nbsp;ที่สุด&nbsp;</p>



<p>“งานที่เราทำให้ลูกค้าคือการเข้าไปช่วยแก้ปัญหา&nbsp;และทำให้แอปฯสามารถต่อยอดได้&nbsp;จากโครงที่เราทำไว้&nbsp;ถ้ามีแต่ละ&nbsp;Module&nbsp;เพิ่มขึ้นมา&nbsp;ก็ต้องสามารถเพิ่มขึ้นได้โดยง่ายและไม่กระทบกับโครงเดิม&nbsp;การเพิ่มฟีเจอร์เล็กๆ&nbsp;น้อยๆ&nbsp;ต้องไม่ใช่การรื้อใหม่ทั้งแอปฯ&nbsp;เราต้องออกแบบไว้เพื่อการต่อยอด&nbsp;เราต้องออกแบบเผื่ออนาคต&nbsp;ซึ่งแน่นอนว่าทำได้ยากกว่าการทำแบบถูกๆ&nbsp;แล้วจบไว&nbsp;แต่ที่เราทำมันคือเจ็บแต่จบ”&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>Deployment Day = วันรวมใจ </strong></h4>



<p>Mobile Banking&nbsp;เป็นแอปฯที่มีผู้ใช้งานแทบจะตลอดเวลา&nbsp;และนั่นหมายถึงว่าทีมงานจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ&nbsp;เพื่อจบงานได้อย่างงดงาม&nbsp;ดังนั้นวัน&nbsp;Deployment&nbsp;จึงไม่ต่างจากวันรวมใจของคนทำงานในโปรเจกต์ทุกคน&nbsp;</p>



<p>“สิ่งหนึ่งที่เราภาคภูมิใจคือความสนิทสนมกลมเกลียวภายในทีม&nbsp;โดยปกติเราช่วยเหลือกันอยู่แล้ว&nbsp;เราพร้อมจะอยู่ด้วยกันและช่วยกัน&nbsp;อย่างวัน&nbsp;Deployment&nbsp;จริงๆ&nbsp;แล้วอยู่แค่ทีมนักพัฒนาก็ได้&nbsp;แต่เราอยู่ด้วยกันทั้งหมดเลย&nbsp;โดยเราจะมีการทำ&nbsp;Deployment Plan&nbsp;กับลูกค้า&nbsp;เช่นว่า&nbsp;หลังสามทุ่มเราจะเริ่มปิดระบบแล้วก็มีการ&nbsp;Backup&nbsp;ข้อมูล&nbsp;จากนั้นเราก็จะเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป&nbsp;ลงโปรแกรมนี้&nbsp;ลงสคริปต์ตัวนี้&nbsp;เราอาจจะเปิดมาอีกทีตอนเที่ยงคืน&nbsp;แล้วนั่นคือเวลาที่ลูกค้าจะได้เข้ามาทดสอบ&nbsp;ถ้าผ่าน&nbsp;เราก็จะไปต่อในขั้นต่อไป&nbsp;ถ้ายังไม่ผ่านก็เอาของเดิมกลับมาแล้วแก้ใหม่”&nbsp;</p>



<p>คุณป้อมยังเล่าถึงความสนุกและความท้าทายในกรณีความผิดพลาดที่ไม่คาดฝัน&nbsp;เช่นครั้งหนึ่งที่&nbsp;Deploy&nbsp;เสร็จในเวลาตีสามและเขากำลังขับรถกลับบ้าน&nbsp;ระหว่างที่กำลังใกล้ถึงบ้าน&nbsp;คนจาก&nbsp;Data Center&nbsp;ก็โทรแจ้งว่ามีเคสเร่งด่วนซึ่งเกิดจากระบบภายใน&nbsp;เขาก็จำเป็นต้องขับรถกลับมาเพื่อแก้ไขให้เสร็จ&nbsp;ซึ่งในแง่หนึ่งนี่คือการทำงานหนักโดยแท้จริง&nbsp;แต่สำหรับคุณป้อม&nbsp;เขาให้ความสำคัญกับวิธีการทำงานและเวลาที่ยืดหยุ่น&nbsp;เขาเองรวมถึงทีมสามารถจัดสรรเวลาของตัวเองได้&nbsp;ดังนั้นแล้ว&nbsp;การขับรถกลับไปแก้ไขงานให้เรียบร้อยนั้นกลับเป็นสิ่งที่เขารู้ว่าต้องทำ&nbsp;</p>



<p>“การกำหนดเวลาทำงานตายตัว&nbsp;ผมมองว่าเราไม่ได้ใจคน&nbsp;เพราะเมื่อไหร่ที่เราจำเป็นต้องขอให้เขาทำงานนอกเวลา&nbsp;เขาจะไม่เห็นความจำเป็นว่าต้องทำให้&nbsp;ต้องยอมรับว่าด้วยงานของเรา&nbsp;ยังไงก็ต้องมีการทำงานนอกเวลาอยู่แล้ว&nbsp;อย่างที่เราทำแอปฯของธนาคาร&nbsp;ที่มีผู้ใช้งานตลอด&nbsp;24&nbsp;ชั่วโมง&nbsp;และหากต้องมีการ&nbsp;Deploy&nbsp;ในช่วงกลางคืน&nbsp;เราก็ต้องจัดการให้ได้ตามระยะเวลาที่กำหนด&nbsp;เพื่อที่ว่าในตอนเช้า&nbsp;ผู้ใช้จะสามารถใช้งานแอปฯได้อย่างราบรื่น”&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ในคืนที่เขาต้องขับรถกลับไปแก้งาน&nbsp;เขาต้องทำให้จบก่อน&nbsp;8&nbsp;โมงเช้า&nbsp;เนื่องจากเป็นระบบของผู้ใช้ที่เป็นองค์กร&nbsp;ถ้าไม่อย่างนั้น&nbsp;องค์กรจะไม่สามารถโอนเงินเดือนได้&nbsp;ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมากอย่างมหาศาล&nbsp;</p>



<p>“วันนั้นผมรู้สึกดีใจที่กำลังขับรถอยู่ตอนเขาโทรมา&nbsp;ไม่อย่างนั้นถ้าถึงเตียงก็อาจจะไม่ได้รับโทรศัพท์แล้ว&nbsp;และหลายคนก็อาจจะเดือดร้อนติดขัดในเช้าวันนั้น”&nbsp;เขากล่าว&nbsp;ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่างาน&nbsp;Mobile Banking&nbsp;ไม่ได้เป็นเพียงงานเขียนโค้ด&nbsp;แต่เป็นการสร้างผลงานที่ส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมหาศาล&nbsp;ที่แม้จะมาพร้อมความกดดันแต่ก็เต็มไปด้วยโอกาสในการเติบโตที่สูงลิ่ว&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>BA/SA the Next-Gen </strong></h4>



<p>และจากประสบการณ์การทำ&nbsp;Mobile Banking&nbsp;รวมถึงอีกหลากหลายโปรเจกต์ที่ทั้งสนุกและท้าทาย&nbsp;คุณป้อมเองอยากให้คนทำงานรุ่นถัดๆ&nbsp;ไปได้มีโอกาสเติบโตผ่านงานเหล่านี้ได้ไม่ต่างจากเขา&nbsp;</p>



<p>“เราหา&nbsp;Successor&nbsp;อยู่ตลอด…&nbsp;ดังนั้นเมื่อเจอคนในทีมที่ดูมีศักยภาพ&nbsp;เราก็จะโค้ชเขาเต็มที่&nbsp;และเราจะมองด้วยสายตาในการประเมินเสมอ&nbsp;ไม่ใช่เพื่อติหรือจับผิด&nbsp;แต่เพื่อดูว่าเขาพร้อมที่จะได้เลื่อนขั้นหรือยัง&nbsp;เพราะนั่นคือโอกาสสำคัญของพวกเขา”&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“อีกทั้งในการโค้ชที่ผมพูดถึง&nbsp;มันคือการคอยพูดคุยกัน&nbsp;ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องงาน&nbsp;บางทีเราคุยกันเรื่องภาวะสุขภาพจิตด้วย&nbsp;ว่าเขาโอเคมั้ย&nbsp;ไหวหรือเปล่า&nbsp;เราต้องคอยดูแลเขา&nbsp;ผมเชื่อว่าถ้าเราสามารถดูแลเขาให้เหมือนเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว&nbsp;เขาก็จะเต็มที่กับงานได้&nbsp;เพราะเขาไม่มีอะไรต้องห่วง&nbsp;เมื่อเขาทำงานได้ดี&nbsp;เราก็พร้อมผลักดันให้เขาได้รับการเลื่อนขั้นภายในทีมก็มีความอบอุ่นและความไว้วางใจกัน&nbsp;พร้อมจะสู้ไปด้วยกัน&nbsp;ทั้งหมดนี้จะทำให้เขาอยากเต็มที่กับงานในปีต่อๆ&nbsp;ไป”&nbsp;</p>



<p>และอย่างที่&nbsp;คุณป้อม&nbsp;เคยบอกเล่าเอาไว้ในบทความ&nbsp;<strong>‘</strong><a href="https://bluebik.com/th/stories/unlocking_legacy_ba_sa/" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><strong>เปิดสูตรการสร้าง&nbsp;</strong><strong>Legacy&nbsp;</strong><strong>ให้ธุรกิจ&nbsp;</strong><strong>BA/SA&nbsp;</strong><strong>ตามแบบฉบับของ&nbsp;</strong><strong>Bluebik Vulcan</strong></a><strong>’</strong>&nbsp;อีกสิ่งที่เขาตั้งใจก็คือการส่งต่อ&nbsp;‘วิธีการทำงาน’&nbsp;และ&nbsp;‘แนวคิด’&nbsp;ให้คนทำงานรุ่นถัดๆ&nbsp;ไปสามารถนำไปใช้ได้&nbsp;ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การสร้างมาตรฐานในการทำงาน&nbsp;การจัดการข้อมูลและเอกสาร&nbsp;จนถึงวิธีการดูแลลูกค้า&nbsp;ไม่เพียงเท่านั้นการที่หัวหน้าให้โอกาสพนักงาน&nbsp;คอยดูแลเอาใจใส่สุขภาพจิตของทีมงาน&nbsp;ก็จะทำให้พวกเขาสามารถเติบโตเป็นผู้นำที่ดีและส่งต่อแนวคิดการให้โอกาสกับคนทำงานคุณภาพรุ่นถัดไป&nbsp;ให้พร้อมสร้าง&nbsp;Impact&nbsp;ให้แก่สังคม&nbsp;ทั้งผ่านธุรกิจธนาคารและธุรกิจอื่นๆ&nbsp;ที่รออยู่มากมายในอนาคตข้างหน้า&nbsp;</p>



<p>หากคุณอยากทำงานที่สร้าง&nbsp;Impact&nbsp;และ&nbsp;Legacy&nbsp;ให้แก่สังคมเช่นเดียวกับคุณป้อม&nbsp;เราอยากชวนคุณมาเป็นทีม&nbsp;Bluebik&nbsp;ด้วยกัน&nbsp;ดูตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครได้ที่&nbsp;<a href="https://bluebik.com/th/job/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">https://bluebik.com/th/job/</a>&nbsp;</p>



<p></p>
<p>The post <a href="https://bluebik.com/th/stories/challenges_mobile_banking_impact_millions/">เปิดประสบการณ์ก้าวข้ามความท้าทายในโปรเจกต์ Mobile Banking ที่สร้าง Impact กับคนนับล้าน</a> appeared first on <a href="https://bluebik.com/th/">Bluebik</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดสูตรการสร้าง Legacy ให้ธุรกิจ BA/SA ตามแบบฉบับของ Bluebik Vulcan   </title>
		<link>https://bluebik.com/th/stories/unlocking_legacy_ba_sa/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[marketing@bluebik.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 02 Dec 2025 01:00:00 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://bluebik.com/?post_type=stories&#038;p=7600</guid>

					<description><![CDATA[<p>เรียนรู้วิธีที่ผู้นำสาย BA/SA ของ Bluebik Vulcan สร้างผลงานที่ส่งต่อได้ยาวนาน ผ่าน Trust, Ownership และ Flexibility จากประสบการณ์โปรเจกต์จริง</p>
<p>The post <a href="https://bluebik.com/th/stories/unlocking_legacy_ba_sa/">เปิดสูตรการสร้าง Legacy ให้ธุรกิจ BA/SA ตามแบบฉบับของ Bluebik Vulcan   </a> appeared first on <a href="https://bluebik.com/th/">Bluebik</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>การที่ใครสักคนหนึ่งจะทำงาน ณ องค์กรหนึ่งๆ ยาวนานร่วม 20 ปี ย่อมหมายถึงว่า พวกเขามีสิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญ และองค์กรเองก็เป็นพื้นที่สำหรับสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญด้วยเช่นกัน และสองคนที่ได้มาแบ่งปันมุมมองกับเราในคราวนี้ คนแรก เขาทำงานที่ <strong>Bluebik Vulcan</strong> (นับตั้งแต่ตอนยังเป็นบริษัท MFEC ก่อนจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Bluebik Group) มาทั้งหมด 20 ปี ส่วนอีกคนหนึ่ง เธอทำงานที่นี่มายาวนานไม่แพ้กัน นั่นคือ 19 ปี และนี่ก็เป็นที่ทำงานที่แรกและเพียงที่เดียวของเธอ&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/12/EditedExp-Hire-Campaign-PomJae-TH-1024x1024.jpg" alt="Business Analyst System Analyst" class="wp-image-7657" srcset="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/12/EditedExp-Hire-Campaign-PomJae-TH-1024x1024.jpg 1024w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/12/EditedExp-Hire-Campaign-PomJae-TH-300x300.jpg 300w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/12/EditedExp-Hire-Campaign-PomJae-TH-150x150.jpg 150w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/12/EditedExp-Hire-Campaign-PomJae-TH-768x768.jpg 768w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/12/EditedExp-Hire-Campaign-PomJae-TH-900x900.jpg 900w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/12/EditedExp-Hire-Campaign-PomJae-TH.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p><strong>คุณป้อม-รัฐพล</strong> คือ Deputy Head of Business Solution แห่งทีม Tech Solution Delivery จาก Bluebik Vulcan ซึ่งทำหน้าที่ดูแลทีม Business Analyst และ System Analyst (BA/SA) โดยตรง&nbsp;&nbsp;</p>



<p><strong>คุณแจ้-สุภรณี</strong> คือ Associate Director แห่งทีม Tech Solution Delivery เช่นเดียวกับคุณป้อม แต่คุณแจ้ทำหน้าที่สนับสนุนลูกค้าในฐานะ Financial PMO  </p>



<p>ทั้งคู่ต่างเริ่มจากการเป็น Developer ก่อน และขยับเข้ามาสู่สายธุรกิจและเติบโตในสายงานบริหาร และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พวกเขาต่างเคยมีประสบการณ์ในฐานะ BA/SA และได้ทำงานร่วมกับรุ่นน้อง BA/SA มาแล้วอย่างยาวนาน&nbsp;&nbsp;</p>



<p>เหตุที่ทั้งคู่ทำงานในองค์กรแห่งนี้นับ 2 ทศวรรษ เป็นเหตุผลข้อเดียวกัน นั่นคือ ‘ความสนุก’ และ ‘ความท้าทาย’ ภายในทุกๆ โปรเจกต์ที่ได้ทำ ซึ่งการเปลี่ยนจากโปรเจกต์ที่สำเร็จแล้วไปสู่อีกโปรเจกต์ที่กำลังเริ่มใหม่ สำหรับทั้งคู่ก็เหมือนการได้ ‘ลองทำอะไรใหม่ๆ’ เพราะทุกโปรเจกต์ล้วนแต่มีรสชาติที่ต่างไปจากเดิม และยิ่งประสบความสำเร็จในแต่ละโปรเจกต์มากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งสนุกกับเส้นทางนี้มากเท่านั้น พร้อมๆ กับที่อยากท้าทายตัวเองกับสิ่งใหม่ไปเรื่อยๆ&nbsp;&nbsp;</p>



<p>โอกาสนี้เราจึงชวนทั้ง <strong>คุณป้อม</strong>และ <strong>คุณแจ้</strong>มาแชร์มุมมองว่าด้วย 3 กุญแจสำคัญที่ทำให้งาน BA/SA ประสบความสำเร็จ และเป็นสิ่งที่ทั้งคู่พยายามสร้างให้เกิดขึ้นในการทำงานอยู่เสมอ อันได้แก่ <strong>Trust</strong> (ความเชื่อมั่น) <strong>Ownership</strong> (ความเป็นเจ้าของ) และ <strong>Flexibility</strong> (ความยืดหยุ่น) รวมถึงการสร้าง <strong>Legacy</strong> ฝากไว้เป็นผลงานของตนหรือเป็นวิถีการทำงานที่สามารถส่งต่อให้คนทำงานรุ่นถัดๆ ไปได้อย่างเต็มภาคภูมิ&nbsp;&nbsp;</p>



<p>แง่มุมทั้งหมดจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น มาร่วมค้นหาไปพร้อมๆ กัน&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>Trust: ความเชื่อใจจากลูกค้า ที่ได้มาด้วยการ “ติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก” และส่งต่องานที่เปี่ยมคุณภาพ&nbsp;&nbsp;</strong></h4>



<p>การได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากลูกค้าเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดข้อหนึ่ง และการจะได้ความเชื่อใจนั้นมา ทีมต้องเริ่มต้นให้ถูกจุดก่อน โดย<strong> </strong><strong>คุณป้อม</strong> กล่าวว่าการเป็น BA/SA จำเป็นต้องเข้าใจ ‘เป้าหมายที่แท้จริงของโปรเจกต์’ ก่อนเป็นอย่างแรก&nbsp;</p>



<p>“เราต้องทำความเข้าใจก่อน ว่าแอปฯที่เราจะทำนั้นเกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจด้านไหนของลูกค้า อย่างเช่นเพื่อเพิ่มฐานลูกค้า เพื่อลดต้นทุนในบริษัท หรือเพื่อการเพิ่มรายได้ ฯลฯ เราต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเป้าหมายจริงๆ คืออะไร ธีมของโปรเจกต์คืออะไร ใครคือกลุ่มเป้าหมายหลัก ด้วยหลักคิดเหล่านี้ เราจะสามารถสร้างโปรเจกต์ให้อยู่ในกรอบที่ลูกค้าต้องการได้ และทำให้ลูกค้าเริ่มมั่นใจในทีมเราได้ส่วนหนึ่ง”&nbsp;&nbsp;</p>



<p>และแน่นอนว่าในมุมมองของลูกค้า การไปสู่เป้าหมายทุกๆ ข้อในเวลาเดียวกันคือภาพในอุดมคติ ดังนั้น <strong>คุณป้อม</strong> มองว่า BA/SA จำเป็นต้องสื่อสารให้ลูกค้ามองเห็น Priority ว่าควรให้ความสำคัญกับเป้าหมายไหนก่อน หรือเรียงลำดับอย่างไร สิ่งไหนที่จำเป็นและเชื่อมโยงกับ Core Value ของบริษัท หรือสิ่งไหนเพียงแค่ “Nice to have”&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ซึ่ง <strong>คุณแจ้</strong> เองเห็นตรงกันในข้อนี้ โดยเธอกล่าวว่า “การทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างลึกซึ้งในฐานะ ‘กระดุมเม็ดแรก’ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากตีความโจทย์ผิด ทีมงานทั้งโปรเจกต์จะหลงทาง”&nbsp;</p>



<p>ขณะที่ลำดับถัดมาคือเรื่องของคุณภาพ โดย <strong>คุณแจ้</strong> ได้ให้คำนิยาม ‘งานที่ได้คุณภาพ’ ซึ่งว่าด้วย Commitment และการทำงานแบบ Agile ที่ทำให้มีการตรวจสอบคุณภาพอยู่เสมอ&nbsp;</p>



<p>“อย่างแรกเลยคืออะไรก็ตามที่เราได้ Commit เอาไว้ เราต้องส่งมอบงานให้ได้ตามนั้น งานเราต้องมีคุณภาพดี ไม่มี Bug”&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“และเราต้องตรวจสอบคุณภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าผลงานมีคุณภาพและตรงตามความต้องการของลูกค้า เวลามีการประกอบส่วนอื่นๆ เข้ามา เราก็ต้อง Test ให้เห็นว่าในสิ่งที่เติมเข้ามา ไม่ได้ทำให้งานก่อนหน้าเสียหายนะ มันคือการทำ Regression Test หรือกระบวนการทดสอบที่ทำให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงหรือการเพิ่มเติมโค้ดใหม่ๆ ไม่ได้ทำให้สิ่งอื่นถดถอยไป”&nbsp;</p>



<p>ไม่เพียงเท่านั้นยังรวมถึงการเข้าไปทำงานอย่างใกล้ชิดกับลูกค้าด้วยความจริงใจ (ในวันที่นัดพูดคุยกัน ทั้งคุณป้อมและคุณแจ้ก็เพิ่งกลับจากการ On-site ที่ออฟฟิศของลูกค้า ซึ่งเป็นอีกภารกิจหลักของทั้งคู่ไปแล้ว) โดย <strong>คุณแจ้</strong> เล่าว่า&nbsp;</p>



<p>“ในฐานะคอนซัลท์ เราเชื่อในการให้คำแนะนำที่ตรงไปตรงมา เราไม่ได้มุ่งแค่จะขายโปรเจกต์ แต่เราเสนอทางเลือก หรือปรับกระบวนการที่อาจไม่จำเป็นต้องเป็น Digital Solution เสมอไป เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าสามารถปรึกษาเราได้ในระยะยาว”&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ฝั่ง <strong>คุณป้อม</strong> ยังบอกเล่าเพิ่มเติมอีกว่า “ท้ายที่สุดแล้ว การจะทำให้ลูกค้า Trust เรา ก็คือถ้ามีอะไรติดขัด เมื่อเขายกหูโทรหาเราแล้วต้องมีการตอบรับเสมอ เราต้องให้บริการแบบไม่ทอดทิ้ง”&nbsp;&nbsp;</p>



<p>และการจะทำให้ได้งานคุณภาพรวมถึงการบริการแบบไม่ทอดทิ้ง ก็ย่อมมาพร้อมความท้าทายหลายประการ ซึ่งเขามองว่า BA/SA จำต้องหาวิธีจัดการให้ได้เสมอ เช่น หากความต้องการของลูกค้ามีการเปลี่ยนแปลง เราต้องหาวิธีประนีประนอมและจัดการความคาดหวังของลูกค้า เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายต่อโปรเจกต์&nbsp;&nbsp;</p>



<p>หรือหากภายในองค์กรของลูกค้าเองยังมีความเข้าใจไม่ตรงกัน ก็เป็นหน้าที่ของ BA/SA ที่จะช่วยสื่อสารและประสาน เพื่อให้ได้ข้อตกลงร่วมกันที่ชัดเจน หรือกระทั่งในกรณีที่ความท้าทายมาในรูปแบบของเอกสารเก่าหรือเทคโนโลยีเก่าของลูกค้า ทีมก็จำเป็นต้องใช้ทักษะ ‘ชันสูตร’ เอกสารหรือโค้ดเหล่านั้น เพื่อให้เข้าใจข้อมูลและระบบทั้งหมดเสียก่อน&nbsp;</p>



<p>เมื่อจัดการความท้าทายเหล่านี้ได้ คุณภาพ และ Trust จากลูกค้าก็ย่อมตามมา&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>Ownership: ความเป็นเจ้าของงาน ที่ทำให้ทีมใส่เต็มประสิทธิภาพในทุกโปรเจกต์&nbsp;</strong></h4>



<p>อะไรจะทำให้คนเราทุ่มแรงใจให้กับงานได้เท่ากับการที่คนทำงานรู้สึกเป็นเจ้าของงานของตัวเอง ซึ่งในข้อนี้ <strong>คุณแจ้</strong><strong> </strong>บอกเล่าเอาไว้ว่า “การทำงานโดยคิดว่าผลงานนั้นเป็น ‘ของตัวเอง’ หรือเป็น ‘ลูกของเรา’ มันจะนำไปสู่การออกแบบและพัฒนาที่ใส่ใจในคุณภาพ”&nbsp;</p>



<p>จากนั้นเธอจะสนับสนุนให้ทีมงานมองด้วยสายตาของผู้ใช้ (User) “เวลาดีไซน์อะไร ลองมองว่าถ้าคุณเป็นคนใช้เอง ถ้าทำแบบนี้ คุณจะอยากใช้รึเปล่า หรือเรากล้าไปบอกเขาหรือเปล่าว่าอันนี้เราทำเอง ถ้าเรากล้าบอก นั่นหมายความว่าเรามี Ownership ในงานนั้นแล้ว”&nbsp;</p>



<p>ไม่เพียงเท่านั้น การให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการทำงานโดยไม่จำกัดเลเวลในที่ทำงาน ยังช่วยให้ทุกคนรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของในงานได้โดยทั่วกัน&nbsp;</p>



<p>“ที่นี่เราให้โอกาสคนทำงานทุกเลเวลได้มีส่วนรับผิดชอบในงาน เพราะความคิดเห็นของทุกคนล้วนแต่มีประโยชน์ เพียงแต่ในส่วนที่เขาต้องจัดการอาจจะมีระดับความเสี่ยงที่ต่างกันไป เราอยากให้ทุกคนมีส่วนร่วมเพื่อความเป็น Ownership ที่มีร่วมกัน”&nbsp;</p>



<p>ขณะที่ <strong>คุณป้อม</strong> เองบอกเล่าคล้ายๆ กันว่า “ผมมักจะบอกน้องๆ เสมอว่าหนึ่งในธีมสำคัญของเราก็คือ Ownership นั่นคือ สิ่งไหนที่เราทำ เราต้องมองว่าเราเป็นผู้ใช้เอง และมองว่างานนั้นเป็นของของเราเอง ซึ่งมันจะส่งผลดีต่อวิธีคิดในการทำงาน เพราะทำให้เราคิดเผื่อลูกค้า และคิดถึงการต่อยอดนวัตกรรม”&nbsp;</p>



<p>“สมมติว่าเราทำ Mobile Banking สักแอปฯหนึ่งแล้วเจอคนใช้บนรถไฟฟ้า มันจะใจฟูมาก เพราะเรารู้สึกว่านี่คืองานของเรา นี่แหละคือ Ownership แล้วพอเกิดความรู้สึกแบบนี้ขึ้นมาครั้งหนึ่ง มันก็จะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ พอถึงงานหน้าเราก็ใส่เต็มเหมือนเดิม เพราะเรารู้สึกว่าเราเป็นเจ้าของงาน”&nbsp;</p>



<p>และเช่นเดียวกับที่ <strong>คุณแจ้</strong> กล่าวเอาไว้ข้างต้น <strong>คุณป้อม</strong> เองก็ใช้วิธีกระตุ้นให้ทีมคิดในสายตาของผู้ใช้&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“มันคือการมองเผื่อว่าถ้าเป็นเรา เราจะใช้ยังไง หรือถ้าเป็นแอปฯที่เป็นขององค์กรโดยตรง ไม่ได้ใช้โดยคนทั่วไป เราก็ต้องทำให้ทีมรู้ว่าแอปฯนี้มันสำคัญกับพนักงานของบริษัทลูกค้ายังไง เราต้องชี้ให้เห็น Impact ของแอปที่เราทำ แล้ว Ownership จะตามมาเอง” เขากล่าว&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>Flexibility: ความยืดหยุ่นเรื่องเวลาและวิธีการ ที่มาพร้อมการ ‘บาลานซ์’ ให้พอดี&nbsp;</strong></h4>



<p>หากจะบอกว่าทั้ง <strong>คุณป้อม</strong> และ <strong>คุณแจ้</strong> คือหัวหน้าที่พร้อมให้ความยืดหยุ่นกับทีมแทบจะตลอดเวลา ก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องเกินจริง เนื่องจากความยืดหยุ่นในการทำงาน นำไปสู่วิธีการทำงานที่เหมาะสม เวลาที่เหมาะสม และนำไปสู่การดึงศักยภาพของคนทำงานออกมาได้อย่างเต็มที่ โดยในเวลาเดียวกันก็ต้องมาพร้อมกับการ ‘บาลานซ์’ ให้ทีมยังคงมีวินัยในการจะทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างรัดกุม ไม่ตกหล่น&nbsp;</p>



<p>ทางด้านวิธีการทำงาน <strong>คุณป้อม</strong> เล่าว่า เขาไม่เคยจำกัดการใช้เครื่องมือ เพียงแต่ต้องมีมาตรฐานและเทมเพลตการทำงานเพื่อให้ทีมสามารถสร้างสรรค์ได้ภายใต้กรอบที่กำหนด&nbsp;</p>



<p>“ทุกอย่างสามารถปรับเปลี่ยนได้ครับ ถ้าพบว่ายังไม่เจอเครื่องมือที่ตอบโจทย์กว่าก็สามารถวกกลับมาใช้สิ่งที่เราเตรียมไว้ให้ได้ และอย่างน้อย ขอให้เข้าใจว่าทำไมต้องใช้เทมเพลตตัวนี้ มันมีไว้เพื่อตอบโจทย์อะไร เพื่อให้ Developer ทำงานต่อได้ เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจ Requirement แล้วสามารถ Sign-off ให้เราได้ เพื่อให้ Tester เอาไปเขียน Test-case ได้ มันมีที่มาที่ไปหมดว่าทำไมเลือกทำแบบนี้ พอเราถ่ายทอดสิ่งนี้กับทีมไปแล้ว เขาก็จะสามารถเอาไปสร้าง Variation ของตัวเองได้โดยใช้พื้นฐานที่เราเตรียมไว้ให้ นี่คือความยืดหยุ่น เราไม่ได้จำกัดว่าต้องทำงานแบบนี้ๆ เท่านั้น”&nbsp;</p>



<p>ทางด้านเวลาในการทำงาน ที่ Bluebik Vulcan ไม่มีการตอกบัตรหรือกำหนดเวลาเข้า-ออกตายตัว แต่ด้วยความเชื่อมั่นใน Ownership ของทีม จึงทำให้สามารถให้ความยืดหยุ่นกับคนทำงานได้ เช่น การหยุดชดเชยเมื่อทำงานนอกเวลา หรือการเข้าออฟฟิศสายสักหน่อยหลังจากอยู่ดึกในวันก่อนหน้า ฯลฯ&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“การฟิกซ์เวลาเนี่ย ผมมองว่ามันไม่ได้ใจคน เพราะเมื่อไหร่ที่เราจำเป็นต้องขอให้เขาทำงานนอกเวลา เขาจะไม่เห็นว่าต้องทำให้ ต้องยอมรับว่าด้วยงานของเรา ยังไงก็ต้องมีการทำงานนอกเวลาอยู่แล้ว เช่นเราทำแอปฯของธนาคาร ที่เขามีผู้ใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง และหากต้องมีการ Deploy ในช่วงกลางคืน เราก็ต้องจัดการให้ได้ตามไทม์ไลน์นั้นๆ เพื่อที่ว่าในตอนเช้า ผู้ใช้จะสามารถใช้งานแอปฯได้อย่างราบรื่น เพราะมันคือความจำเป็นของทั้งลูกค้าและผู้ใช้”&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“ดังนั้นมันเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะต้องมาคอยดูเวลาเข้างานของใคร เพียงแต่อยู่บนพื้นฐานที่ว่า ยืดหยุ่นได้ แต่ต้องไม่เละเทะนะครับ”&nbsp;</p>



<p>โดย <strong>คุณแจ้</strong><strong> </strong>ได้เสริมเรื่อง Flexibility เอาไว้ว่า ความยืดหยุ่นในการทำงานเช่น เวลาทำงาน หรือวิธีการ ต้องสมดุลกับความรับผิดชอบและ Commitment ในการส่งงานตามกำหนด&nbsp;</p>



<p>“มันต้องบาลานซ์ให้ดี เพราะเราไม่ได้ทำงานคนเดียว เราทำงานกันเป็นทีม เราให้พื้นที่คุณในการ Manage นะ แต่ถ้าถึงเวลาที่ต้อง Integrate แล้ว ก็ต้องทำให้ได้ตาม Commitment และในช่วงเวลาสำคัญๆ เช่นจะมีการเทสต์แต่ล่ะครั้ง ทีมควรอยู่ร่วมกัน เพื่อเวลามีจุดไหนที่ต้องปรับแก้ จะสามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว เราดูหน้าจอแล้วแก้ด้วยกันได้เลย ถ้าบาลานซ์ได้ เราก็จะให้อิสระคุณได้อย่างเต็มที่เหมือนกัน เพราะเราเห็นแล้วว่าคุณทำตาม Commitment ได้”&nbsp;</p>



<p>“เช่นเดียวกับเครื่องมือที่เลือกใช้ เรามีความยืดหยุ่น ขณะเดียวกันก็ต้องหาจุดกึ่งกลางระหว่างเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับปัจจัยต่างๆ ของลูกค้า เช่นปัจจัยด้านการเงิน รวมถึงบุคลากรของลูกค้าที่จะมาใช้เทคโนโลยีนั้นๆ ต่อ ว่าเขาต้องเรียนรู้ใหม่หมดหรือเขาสามารถใช้งานต่อได้”&nbsp;</p>



<p>ไม่เพียงเท่านั้น ความยืดหยุ่นก็จำเป็นต้องมาพร้อมกับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม โดย <strong>คุณแจ้</strong> ยกตัวอย่างให้เห็น เช่นในการทำทุกโปรเจกต์จะต้องมี Face-to-Face Communication ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการสร้างความเข้าใจและตรวจสอบความถูกต้องของ Requirement โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้นและช่วงเวลาสำคัญๆ&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“การมาคุยกันแบบเจอหน้ากัน มันช่วยให้อ่านภาษากายได้ และสามารถมั่นใจได้ว่าทุกคนเข้าใจตรงกัน” เธอกล่าว&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>Legacy: สิ่งที่ส่งต่อให้คนทำงานรุ่นถัดไปได้อย่างภาคภูมิ&nbsp;</strong></h4>



<p>เชื่อมโยงได้กับหัวข้อที่แล้ว สำหรับ <strong>คุณแจ้</strong> การสร้าง Legacy ในมุมมองของเธอคือการสร้าง ‘ความรับผิดชอบ’ ให้กับทีมงาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่นำไปสู่ Trust และ Flexibility ในการทำงาน&nbsp;&nbsp;</p>



<p>อีกทั้งยังรวมถึงการ Grooming ผู้นำรุ่นถัดๆ ไป เน้นการสอนงานแบบ On-the-job โดยเป็นผู้สนับสนุนและให้คำแนะนำ มากกว่าการชี้นำทุกขั้นตอน โดยจะให้ Senior ในทีมช่วยดูแลและสอนน้องๆ Junior เพื่อให้แต่ละคนได้พัฒนาสไตล์การบริหารจัดการของตนเอง&nbsp;</p>



<p>ขณะเดียวกันในช่วงเวลาที่ทีมต้องทำงานหนัก ผู้บริหารควรอยู่เคียงข้าง “เวลาอยู่ดึก ผู้บริหารก็ต้องอยู่ดึกด้วยกัน อาจจะซื้อขนมหรือน้ำให้น้องๆ หรือเวลามีอะไร หัวหน้าก็ต้องช่วยเหลือด้วยการรับหน้าลูกค้า เพื่อให้น้องๆ มีเวลาไปแก้ปัญหา ซึ่งนี่ถือเป็นการแสดงความใส่ใจและความรับผิดชอบต่อทีม ไม่ให้น้องๆ รู้สึกโดดเดี่ยว”&nbsp;</p>



<p>ทางด้าน <strong>คุณป้อม</strong> Legacy ของเขาคือการส่งต่อ ‘วิธีการทำงาน’ และ ‘แนวคิด’ ที่คนทำงานรุ่นถัดๆ ไปสามารถนำไปใช้ได้ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การสร้างมาตรฐานในการทำงาน การจัดการข้อมูลและเอกสาร จนถึงวิธีการดูแลลูกค้า&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“ในการทำงานเราจะมองหา Successor รุ่นถัดไปไว้เสมอ และเวลามีน้องเข้ามาใหม่ๆ เราก็จะบอกน้อง สื่อสารกับน้องให้เขาได้เข้าใจ เวลาคุยกับพนักงานที่เพิ่งเข้ามาใหม่ ผมจะใช้เวลากับเขาค่อนข้างเยอะ เช่นว่ามาตรฐานของเราคืออะไร งานที่ผ่านมา ที่เป็นความภาคภูมิใจของพวกเราคืออะไร ซึ่งในแต่ละงานมันก็จะมี Story แทรกอยู่ว่า เพราะวิธีการทำงานของเราเป็นแบบนี้ เราถึงได้ Success มาเป็นแบบนี้”&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“และเราก็จะส่งต่อวิธีทำงานที่เราต่าง Agree ร่วมกัน เราจะจัดการข้อมูลหรือเอกสารชุดนี้แบบนี้ เราจะดูแลลูกค้าแต่ละเจ้าแบบนี้ ซึ่งทุกอย่างมาพร้อมที่มาที่ไปว่าเราทำแบบนี้ทำไม เพื่ออะไร นำไปสู่อะไร เราไม่ได้ส่งต่อแค่เรื่องเชิงเทคนิก แต่เราต้องเข้าถึง Trust ของลูกค้าด้วย”&nbsp;</p>



<p>ไม่เพียงเท่านั้น สำหรับ <strong>คุณป้อม</strong> การให้โอกาสและการดูแลทีมก็นับเป็น Legacy เช่นกัน โดยการที่หัวหน้าให้โอกาสพนักงานที่เคยทำพลาด และดูแลเอาใจใส่สุขภาพจิตของทีมงาน ทำให้พวกเขาสามารถเติบโตเป็นผู้นำที่ดีและส่งต่อแนวคิดการให้โอกาสกับรุ่นน้องต่อๆ ไปได้&nbsp;</p>



<p>ท้ายที่สุดแล้ว ทั้งสำหรับ <strong>คุณป้อม</strong><strong> </strong>และ <strong>คุณแจ้</strong> การทำงานโดยมี Trust, Ownership และ Flexibility ล้วนแต่ส่งผลดีต่อการสร้าง Legacy เพราะนำไปสู่การทำงานที่มีคุณภาพและประสบความสำเร็จ ซึ่งจะถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้การทำงานง่ายขึ้นและราบรื่นนั่นเอง&nbsp;</p>



<p>หากคุณคือคนทำงานในสาย Business Analyst หรือ System Analyst ที่ชอบงานท้าทาย ไม่จำเจ พร้อมได้เรียนรู้และต่อยอดประสบการณ์ เราอยากชวนคุณมาเป็นทีม Bluebik ด้วยกันกับเรา สามารถดูตำแหน่งที่เปิดรับและสมัครเข้ามาได้ทาง <a href="https://bluebik.com/th/job/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">https://bluebik.com/th/job/</a>&nbsp;</p>



<p></p>
<p>The post <a href="https://bluebik.com/th/stories/unlocking_legacy_ba_sa/">เปิดสูตรการสร้าง Legacy ให้ธุรกิจ BA/SA ตามแบบฉบับของ Bluebik Vulcan   </a> appeared first on <a href="https://bluebik.com/th/">Bluebik</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำไม AI Mindset จึงสำคัญ? คุยกับ “ปิง ศรีพงษ์” Director of DX แห่ง Bluebik  </title>
		<link>https://bluebik.com/th/stories/ai_mindset_by_siphong/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[marketing@bluebik.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 Nov 2025 09:00:00 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://bluebik.com/?post_type=stories&#038;p=7481</guid>

					<description><![CDATA[<p>ค้นหาคำตอบว่าทำไม AI Mindset จึงเป็นทักษะสำคัญของคนทำงานสายเทคยุคใหม่ ผ่านมุมมองจาก ปิง–ศรีพงษ์ Director of DX แห่ง Bluebik กับ 3 Mindset ที่จะพาคุณเติบโตในยุค AI</p>
<p>The post <a href="https://bluebik.com/th/stories/ai_mindset_by_siphong/">ทำไม AI Mindset จึงสำคัญ? คุยกับ “ปิง ศรีพงษ์” Director of DX แห่ง Bluebik  </a> appeared first on <a href="https://bluebik.com/th/">Bluebik</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>“คนทำงานแบบไหนที่บลูบิคกำลังมองหา?” คือคำถามตั้งต้นในบทสนทนาของเรากับ คุณปิง-ศรีพงษ์ Director of Digital Excellence &amp; Delivery (DX) แห่ง Bluebik ผู้รับหน้าที่ดูแลทีม System Analyst (SA) และทีม Backend และสิ่งที่เราได้รับฟังตลอดการพูดคุยก็คือมุมมองที่น่าสนใจอย่างยิ่งเกี่ยวกับสิ่งที่คนทำงานยุคใหม่พึงจะมี โดยเฉพาะในยุคสมัยที่ AI กำลังจะสร้างความเปลี่ยนแปลงมหาศาลในโลกอนาคต</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/11/TH_AI_Mindset_Post-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-7551" srcset="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/11/TH_AI_Mindset_Post-1024x1024.jpg 1024w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/11/TH_AI_Mindset_Post-300x300.jpg 300w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/11/TH_AI_Mindset_Post-150x150.jpg 150w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/11/TH_AI_Mindset_Post-768x768.jpg 768w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/11/TH_AI_Mindset_Post-1536x1536.jpg 1536w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/11/TH_AI_Mindset_Post-900x900.jpg 900w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/11/TH_AI_Mindset_Post.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>และคุณสมบัติที่ ‘ปิง’ มองว่าสำคัญมีอยู่ 3 ข้อหลักๆ ด้วยกัน จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันได้เลย!</strong></h3>



<h3 class="wp-block-heading">1. <strong>AI Mindset: การใช้ AI มาช่วยให้งานง่ายและไวกว่าที่เคย</strong></h3>



<p>แน่นอนว่าคุณสมบัติหลักที่ ปิง-ศรีพงษ์ ผู้เป็น Director ของทีม DX ซึ่งคือทีมเทคฯ สุดแกร่งของบลูบิค กำลังมองหานั้นคือการใช้ AI เข้ามาช่วยให้งานสำเร็จลุล่วงได้อย่างมีคุณภาพภายในระยะเวลาที่รวดเร็วขึ้น ซึ่งทำให้ทั้งคนทำงานสามารถลดเนื้องานซ้ำ ๆ ส่วนองค์กรก็มีเวลาในการทำให้โซลูชันยิ่งมีประสิทธิภาพขึ้น โดยปิงบอกเล่าเอาไว้ว่า</p>



<p>“สิ่งแรกที่เรามองหาตอนนี้ก็คือเรื่องของ AI Mindset เป็นหลักเลย เวลาสัมภาษณ์คนเข้าทำงาน เราจะถามทุกครั้งว่าเคยใช้ AI มาบ้างไหม ถ้าใครบอกว่าใช้ ก็จะถามต่อว่าใช้ยังไงบ้าง เพราะคนที่ไม่ได้ใช้ AI อาจหมายถึงว่าเขายังไม่ได้มองว่าเราควรกำจัดงานที่เป็นการทำซ้ำหรืองานง่าย ๆ ออกไป ซึ่งมันจำเป็น เราเชื่อว่าถ้าเขาใช้ AI มันจะช่วยให้เขาทำงานได้เร็วและดีขึ้น”</p>



<p>“ดังนั้นเวลาเจอคนที่บอกว่ายังไม่เคยใช้ เราก็จะถามต่อในมุมอื่นว่าเขามีอะไรที่หยิบมา Optimize ได้บ้าง ถ้ามี ก็อาจจะพิจารณาเพิ่ม เช่น การทำทุกอย่างเป็นเทมเพลต หรือการจัดการงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน มันก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะช่วยได้ แต่ที่สุดแล้วผมก็สนใจคนที่ใช้ AI มาช่วยงานเป็นหลักอยู่ดี เพราะเราเป็นองค์กรที่ต้องการ Productivity สูงกว่าองค์กรอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น คนที่มาเป็น SA (System Analyst) บางคนอาจมีประสบการณ์เป็นนักพัฒนา (Developer) มาก่อนจะได้เปรียบว่าคนที่ไม่เคยผ่านตำแหน่งนี้มา เพราะว่าการที่เราสามารถใช้ AI ผ่านการ Code ได้ จะทำให้ Productivity สูงกว่าคนอื่นๆ ที่ทำไม่ได้”</p>



<p>และเหตุที่ AI Mindset สำคัญในมุมมองของปิง นั่นก็เพราะสำหรับงาน SA การใช้ AI มาทำ Spec (Specification) ให้ดี เป็นพื้นฐานหลักของการทำงานในอนาคต</p>



<p>“ตำแหน่งที่อาจจะนึกไม่ออกว่าจะเริ่มต้นใช้ AI เพื่อเพิ่ม Productivity มากขึ้นได้อย่างไร อย่างเช่น ตำแหน่ง SA ช่วงที่เราเริ่มการเปลี่ยนแปลงช่วงแรก ๆ ก็เริ่มจากการสร้าง AI Mindset ให้กับทีมก่อน โดยใช้วิธีการที่สนับสนุนให้น้อง ๆ ในทีม SA ลองเอา AI มาใช้ทำงานร่วมกันในเรื่องอะไรก็ได้ แต่ก็มีขั้นตอนมีการติดตามวัดผล เช่น เลือก Spec SA ขึ้นมา ซึ่งแต่ละโปรเจกต์โดยปกติก็จะมี Spec ของ API (Application Programming Interface) จำนวนมาก ในทีมเองก็คิดว่า AI น่าจะช่วยได้แน่ ๆ เราปล่อยให้น้อง ๆ ลองเสนอวิธีการใหม่ ๆ แล้วลองเอามาเปรียบเทียบกัน ซึ่งพอลองทำแล้วมันก็ Success ดี แล้วเอามาแชร์กัน เราก็จะเอาวิธีที่ดีที่สุดให้กับทุกคนไปใช้ แล้วเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ คราวนี้ ทุกคนในทีมก็จะคุ้นมือหรือมั่นใจในการทำงานร่วมกับ AI มากขึ้น ต่อมาเราก็ลองยกระดับ Spec ที่มันซับซ้อนกว่าเดิม เช่น เส้นที่มันต่อไป API External หรือ Standard API ที่มีอยู่แล้ว ก็พบว่าเราสามารถใช้ AI เข้ามาช่วยงานเราได้และช่วยให้ทำงานได้เร็วขึ้นมาก ๆ ดังนั้น AI Mindset จึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่ทีมเราทุกคนจะต้องมี” เขากล่าว</p>



<h3 class="wp-block-heading">2. <strong>Growth Mindset: การใช้เวลาให้คุ้มค่าเพื่อการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ</strong></h3>



<p>คุณสมบัติสำคัญถัดจาก AI Mindset ก็คือ Growth Mindset ที่แง่หนึ่งนั้นวัดได้จากมุมมองเกี่ยวกับการศึกษาเพิ่มเติมซึ่งไม่จำกัดอยู่เฉพาะในเวลางาน โดยหากคนทำงานมองว่าสามารถใช้เวลาที่เหลือส่วนหนึ่งไปกับการพัฒนาทักษะและความเชี่ยวชาญของตนเอง หรือศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ AI ก็จะเป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจมากทีเดียว</p>



<p>“มันอาจเป็นการไปเรียนรู้เพิ่มเติมในสิ่งที่ตนเองสนใจ เขาต้องมีความชัดเจนในตัวเองให้ได้ เพราะในการทำงานเป็นที่ปรึกษา เราต้องเก่งกว่าตัวงานของเรา และนำหน้าลูกค้าอยู่เสมอ เราเลยอาจต้องคอยสำรวจตัวเองว่าเรายังต้องพัฒนาตัวเองในจุดใดบ้างอยู่เสมอๆ”</p>



<p>ปิงได้ยกตัวอย่างให้เราเห็นภาพเกี่ยวกับการเรียนรู้เพิ่มเติมและ Growth Mindset จากกรณีของ ‘บอม-ณัชพล’ Senior System Analyst ที่ได้ทำงานภายใต้การดูแลของปิงโดยตรง ซึ่งปิงบอกเล่าเอาไว้ว่า</p>



<p>“อย่างที่ผมเคยบอกน้องเอาไว้ สำหรับงาน SA ถ้าทำ Spec ดี ๆ แล้ว ด้วยวิวัฒนาการของ AI Coding ในอนาคตอันใกล้น่าจะสามารถแปลงมันเป็นโค้ดได้ทันทีเลย ที่ประทับใจน้องบอมก็คือ น้องได้กลับไปดู ไปเรียนรู้ว่ามันทำยังไงได้บ้าง ไปลงคอร์สเพิ่มเติม แล้วลองทำมาให้ผมดู เขาบอกว่าไปทำมานอกเวลางาน ด้วย Passion ของตัวเองล้วน ๆ พอผมดูมันก็ใช้ได้ ซึ่งถ้าอันไหนดูทำเป็น Quick win ได้ ไม่ใช้เวลามาก ก็จะให้ทีมมาลอง Apply ใช้ทันทีว่าเป็นอย่างไร ผมชอบที่เขาไปเรียนรู้เพิ่มเติม เพื่อตอบโจทย์สิ่งที่ทีมของพวกเราจะไปข้างหน้า เขาได้ลองคิดหา Proof of Concept เป็นไอเดียเล็กๆ เพื่อทดลองสิ่งที่เขาไปหาความรู้เพิ่มเติมมา โดยที่เราไม่ต้องบอกเลย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าน้องมี Growth Mindset มาก ๆ”</p>



<h3 class="wp-block-heading">3. <strong>Team Mindset: การเห็นความสำคัญกับทีมเวิร์กที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ</strong></h3>



<p>“ผมคิดว่าเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น เช่น งานล่าช้า หรือเกิดข้อติดขัด ผมว่าการที่ทีมคุยกันตรงง ๆ ได้ ว่าติดอะไร เราจะปรับกระบวนการกันอย่างไร รวมถึงช่วยกันทำงานแบบเป็นทีมได้ มันจะแก้ไขได้ดีที่สุดครับ” ปิงกล่าว</p>



<p>และสำหรับคำถามที่ปิงใช้ถามเป็นตัวอย่างในการเลือกคนเข้าทีมก็เช่น “ถ้าเกิดมีคนในทีมทำงานไม่เสร็จตามไทม์ไลน์ จะแก้ไขปัญหาอย่างไร?” ซึ่งคำตอบที่ตัวเขาพบว่าน่าสนใจก็คือ การมองเห็นว่าปัญหานี้เป็นสิ่งที่พูดคุยกันได้ และจะไม่ส่งต่อวิธีการทำงานแบบนี้ให้กับรุ่นน้อง</p>



<p>และเหตุที่ Team Mindset สำคัญ ก็สะท้อนได้จากอีกหนึ่งคุณลักษณะสำคัญของทีม DX ที่หลายคนต่างพูดตรงกัน นั่นคือความสนิทสนมกันในทีม ซึ่งปิงเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ขับเคลื่อนให้เกิดวัฒนธรรมการทำงานที่ทำให้เกิดความสนิทสนมในหมู่คนทำงาน โดยวิธีการของเขาก็คือ การวางตัวเองเป็นพี่ชายของน้อง ๆ ทั้งกลุ่ม</p>



<p>“เวลาผมนำทีม ผมจะไม่มองตัวเองเป็นหัวหน้างาน แต่ผมมักจะบอกน้อง ๆ ว่าผมเป็น “พี่” มากกว่า เราเป็นพี่ของเขานะ เขาก็เป็นเหมือนน้องของเรา เราคุยกันได้ทุกเรื่อง เรื่องชีวิต เรื่องงาน แชร์กันเรื่องอนาคต ไป Hang Out กันบ้าง เราแทบไม่มีเรื่องอะไรที่ต้องปิดกัน ซึ่งผมก็บอกพวกเขาว่าเวลาดูแลน้อง ๆ ของเขาอีกที ก็อยากให้ใช้วิธีนี้เหมือนกัน เพียงแต่เรื่องสไตล์ก็ให้เลือกตามที่ตัวเองถนัดได้เลย สิ่งที่อยากให้คงไว้คือความเป็นพี่เป็นน้องกัน เวลามีอะไรน้อง ๆ เขาก็จะกล้าระบายให้เราฟัง และนำไปสู่การแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด”</p>



<p>“ผมเชื่อว่ายิ่งคนทำงานสนิทสนม สนิทใจกัน งานมันยิ่งไปได้ดี” ปิงกล่าว และการส่งต่อวัฒนธรรมความเป็นพี่น้องไปรุ่นต่อรุ่น ก็ยิ่งทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พร้อมลุยไปด้วยกันผ่านงานที่ท้าทายได้เสมอ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>Growth and Chances: โอกาสเติบโตที่ Bluebik ท่ามกลางโลกที่กำลังต้องการ Transformation</strong></h3>



<p>ขณะที่ปิงในฐานะ Director แห่งทีม DX มองว่ามีสิ่งที่องค์กรอยากได้จากคนทำงาน ในเวลาเดียวกันองค์กรเองก็พร้อมที่จะดันคนทำงานให้เติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพเช่นกัน</p>



<p>“ในแต่ละปี เราพร้อมผลักดันและสนับสนุนนน้อง ๆ ที่มีความสามารถให้เติบโตขึ้นทันที เมื่อเราเห็นแล้วว่าคนนี้น่าจะมีศักยภาพในการเติบโตขึ้นไปอีกระดับหนึ่งได้ เราก็สามารถบอกเขาได้เลยว่าคุณสามารถคว้าโอกาสนี้ได้นะ โดยมีหลักฐานยืนยันให้เห็น เพราะ Bluebik อยากให้คนทำงานได้เติบโตขึ้นตามศักยภาพของแต่ละคนอยู่แล้ว ซึ่งข้อดีก็คือบริษัทเองก็จะโตตามทุกคนไปด้วย ดังนั้นถ้ามีผลการทำงานที่ผ่านเกณฑ์ที่ตั้งไว้ เราก็สามารถยื่นให้บริษัทดูแล้วก็ สนับสนุนให้เลื่อนขั้นตามเส้นทางที่น้องอยากโตได้ น้อง ๆ สามารถมาคุยกับ Director ได้ว่าเขาอยากเติบโตไปในสายไหน ภายในระยะเวลากี่ปี และเราก็พร้อมสนับสนุนให้เขาได้เติบโตตามแผนที่วางไว้เสมอ”</p>



<p>“องค์กรอื่น ๆ อาจจะดูที่อายุ วุฒิการศึกษา หรือดูจำนวนปีที่ทำงานว่า ต้องถึงตามเกณฑ์ แต่ที่ Bluebik เราดูที่ความสามารถล้วน ๆ และพร้อมสนับสนุนน้องๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากครับ”</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>โดยในข้อนี้ปิงเล่าให้เราฟังเพิ่มเติมว่า</strong></h4>



<p>“สิ่งสำคัญเลยคือเราอยากให้มองที่การเติบโต มีน้องคนหนึ่งที่เขาเพิ่งเข้ามา 3 เดือน ซึ่งเราก็ได้เห็นพัฒนาการของเขาที่เคยทำงานในองค์กรใหญ่มาก ๆ มาก่อน ซึ่งต้องปรับตัวพอสมควรเมื่อมาที่นี่ จากเดือนแรกที่เขาเครียด เราได้เห็นว่าตอนนี้เขายิ้มแล้วก็พร้อมสู้ เขาอาจจะต้องทุ่มเทเวลามากขึ้นอีกหน่อยและกัดฟันสู้เพื่อให้ตัวเองเก่งขึ้น แต่เราเห็นแล้วว่าเขาสามารถทำได้จริง ซึ่งทำให้เขาขยับขึ้นเป็นซีเนียร์ได้ และเขาก็ชวนเพื่อนเขาเข้ามาทำที่นี่ด้วย ซึ่งเราว่าเป็นสิ่งที่ดีมากที่ได้เห็น”</p>



<p>ไม่เพียงเท่านั้น นอกจากการได้เห็นตัวเองเติบโตขึ้นแล้ว ปิงยังเสริมอีกว่าหลาย ๆ โปรเจกต์ที่ทีมได้ทำล้วนแต่เป็นโปรเจกต์ที่หากทำสำเร็จแล้วจะสร้าง Impact กับคนหลักพันไปจนถึงหลักล้านคน จุดนี้กลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่หลายคนเห็นว่าเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจ ที่สามารถช่วยให้ชีวิตคนหลาย ๆ คนง่ายขึ้นผ่านโซลูชันที่พวกเขาทำ</p>



<p>ยิ่งไปกว่านั้น ในอนาคตก็เต็มไปด้วยโอกาสที่จะได้สร้างงานที่มี Impact ร่วมกับหลาย ๆ องค์กร</p>



<p>“อนาคตของธุรกิจในช่วง 4 – 5 ปีนับจากนี้ ยังไงก็ต้องเข้าสู่ AI Transformation แน่นอน ทีนี้การที่จะเป็น AI Transformation มันก็ต้องผ่าน Digital Transformation หรือการแปลงทุกอย่างที่อยู่บนกระดาษให้เป็นดิจิทัลก่อน ดังนั้นทุกธุรกิจต้องเริ่มจากการทำสิ่งนี้เพื่อให้อยู่รอดได้”</p>



<p>สิ่งที่ปิงพูดจึงหมายถึงโอกาสมหาศาล และแน่นอนว่า Bluebik ก็พร้อมที่จะพาคนทำงานที่มีเป้าหมายเดียวกัน ไปสู่อนาคตด้วยการตอบรับความเปลี่ยนแปลงมากมายที่กำลังจะเกิดขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้ทั้งคนทำงานและองค์กรเติบโตไปพร้อม ๆ กันนั่นเอง</p>



<p>อ่านมาถึงตรงนี้ ใครที่พร้อมลุยงานท้าทายไปด้วยกัน อย่ารอช้า เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Bluebik โดยคลิกดูตำแหน่งที่เปิดรับสมัครได้เลยที่ <a href="https://bluebik.com/th/job/">https://bluebik.com/th/job/</a></p>



<p></p>
<p>The post <a href="https://bluebik.com/th/stories/ai_mindset_by_siphong/">ทำไม AI Mindset จึงสำคัญ? คุยกับ “ปิง ศรีพงษ์” Director of DX แห่ง Bluebik  </a> appeared first on <a href="https://bluebik.com/th/">Bluebik</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“บอม ณัชพล” กับความท้าทายสุดเข้มข้น จากสายเขียนโค้ดสู่ Senior System Analyst แห่ง Bluebik </title>
		<link>https://bluebik.com/th/stories/developer_to_system_analyst/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[marketing@bluebik.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 31 Oct 2025 07:34:30 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://bluebik.com/?post_type=stories&#038;p=7317</guid>

					<description><![CDATA[<p>ใช้ความรู้สายเทคฯ ต่อจิ๊กซอว์ประสบการณ์ให้สมบูรณ์กับ “บอม-ณัชพล” แห่งทีม DX</p>
<p>The post <a href="https://bluebik.com/th/stories/developer_to_system_analyst/">“บอม ณัชพล” กับความท้าทายสุดเข้มข้น จากสายเขียนโค้ดสู่ Senior System Analyst แห่ง Bluebik </a> appeared first on <a href="https://bluebik.com/th/">Bluebik</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ในจังหวะที่หลายคนอาจเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เรายังอยากอยู่ในสายงานเดิมไปอีกนานแค่ไหน?”&nbsp;<strong>บอม-ณัชพล</strong>&nbsp;เลือกที่จะก้าวออกจากพื้นที่ที่คุ้นเคย&nbsp;เพื่อเริ่มต้นเส้นทางใหม่ของชีวิตการทำงานในบทบาทที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง&nbsp;&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/10/Post_TH_From_Code_to_Consult-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-7316" srcset="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/10/Post_TH_From_Code_to_Consult-1024x1024.jpg 1024w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/10/Post_TH_From_Code_to_Consult-300x300.jpg 300w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/10/Post_TH_From_Code_to_Consult-150x150.jpg 150w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/10/Post_TH_From_Code_to_Consult-768x768.jpg 768w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/10/Post_TH_From_Code_to_Consult-1536x1536.jpg 1536w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/10/Post_TH_From_Code_to_Consult-900x900.jpg 900w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/10/Post_TH_From_Code_to_Consult.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>จาก&nbsp;Senior&nbsp;Full&nbsp;Stack&nbsp;Developer&nbsp;ผู้เชี่ยวชาญทั้งงาน&nbsp;Frontend&nbsp;และ&nbsp;Backend&nbsp;ในวันนี้เขาได้ก้าวเข้าสู่ตำแหน่ง&nbsp;Senior&nbsp;System&nbsp;Analyst&nbsp;ที่ไม่เพียงแต่ต้องอาศัยทักษะและความเข้าใจด้านเทคนิค แต่ยังต้องอาศัย&nbsp;Soft&nbsp;Skill&nbsp;เข้ามาร่วมด้วย&nbsp;&nbsp;โดยเฉพาะทักษะในการสื่อสารและการบริหารจัดการผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการ&nbsp;เรียกได้ว่าการย้ายสายงานมาสู่ตำแหน่งนี้ทำให้เขาได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดไปกับความท้าทายสุดเข้มข้น ซึ่งเขาเองเชื่อมั่นว่าคุ้มค่า&nbsp;</p>



<p>ตลอด 7 เดือนแรกในบทบาท&nbsp;Senior&nbsp;System&nbsp;Analyst&nbsp;บอมพบว่าเป็นเวลาที่หนักหน่วงไม่น้อย แต่เขามองว่าตัวเองกำลังอยู่ถูกที่ถูกเวลา กับการทุ่มเทแรงพลังในการเคี่ยวกรำทักษะและความรู้รูปแบบใหม่ๆ เพื่อพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีก เพราะสิ่งที่เขาต้องการคือสิ่งไม่สามารถเรียนรู้ได้จากที่ไหนๆ&nbsp;นอกจากการได้ลงสนามทำงานจริงโดยมีการสนับสนุนและโค้ชจากผู้นำทีมเท่านั้น&nbsp;</p>



<p>และเมื่อมองหาพื้นที่ที่จะได้เติบโตในสายงานใหม่ คำตอบที่ชัดเจนที่สุดสำหรับเขาก็คือ&nbsp;Bluebik&nbsp;ซึ่งอยู่ในความสนใจของคนสายเทคฯ มาช้านาน และเต็มไปด้วยคนที่พร้อมจะสนับสนุนกันและกันให้เติบโต ดังนั้น&nbsp;Bluebik&nbsp;จึงไม่ใช่เพียง ‘ที่ทำงานใหม่’ ของบอม แต่ยังเป็นสนามและสังคมแห่งการเรียนรู้ ที่มีทั้งพี่ๆ และน้องๆ&nbsp;ในทีมซึ่งพร้อมจะรับฟังและลุยไปด้วยกันเสมอ&nbsp;</p>



<p>จาก&nbsp;Developer&nbsp;ที่เคยอยู่กับจอคอมพิวเตอร์เป็นส่วนใหญ่ สู่ System&nbsp;Analyst&nbsp;(SA) ที่ต้องออกไปพูดคุยกับลูกค้า บอมกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า ‘การเปลี่ยนสายงาน’ ไม่ได้หมายถึงการเริ่มจากศูนย์เสมอไป เพราะเราสามารถต่อยอดจากประสบการณ์และทักษะเดิมที่เคยมี เพื่อสร้างมุมมองใหม่ที่กว้างขึ้น และปฏิเสธไม่ได้ว่า&nbsp;Bluebik&nbsp;ก็คือเวทีที่เปิดโอกาสให้เขาได้เติบโตในเส้นทางใหม่นี้อย่างเต็มศักยภาพ&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การย้ายสายงานในวัย 30 ที่ความเชี่ยวชาญด้าน&nbsp;Dev&nbsp;กลายเป็นข้อได้เปรียบในงาน SA&nbsp;</strong></h3>



<p>“ก่อนมาทำที่&nbsp;Bluebik&nbsp;ผมเป็น&nbsp;Senior&nbsp;Full&nbsp;Stack&nbsp;Developer&nbsp;ที่ซอฟต์แวร์เฮาส์แห่งหนึ่งครับ ตอนนี้ก็เป็น&nbsp;Senior&nbsp;System&nbsp;Analyst&nbsp;อยู่ที่&nbsp;Bluebik&nbsp;ซึ่งงาน SA หลักๆ เลยเราก็ต้องทำหน้าที่รับ&nbsp;Requirement&nbsp;จากลูกค้ามาทำ API&nbsp;Spec&nbsp;แล้วก็ส่งให้ทางทีม&nbsp;Developer&nbsp;ของเราต่อ เพื่อให้เกิดการ&nbsp;Implement&nbsp;จริง แล้วก็ส่งมอบงานตาม&nbsp;Criteria&nbsp;ที่วางกันไว้ พูดง่ายๆ ก็เหมือนเป็นคนที่อยู่ตรงกลางระหว่างลูกค้ากับทีมงานอีกทีครับ”&nbsp;</p>



<p>“การที่ผมเคยทำทั้ง&nbsp;Frontend&nbsp;และ&nbsp;Backend&nbsp;มาก่อนถือเป็นข้อได้เปรียบมากๆ เพราะตำแหน่ง SA ของ&nbsp;Bluebik&nbsp;เรายืนอยู่ในฐานะที่ต้องให้คำปรึกษากับลูกค้า แล้วคำว่า&nbsp;‘ที่ปรึกษา’&nbsp;ของ SA เนี่ย ลูกค้าก็จะคาดหวังว่าเราต้องมีความรู้ด้านเทคนิค แล้วเราต้องเชื่อถือได้ โซลูชันที่เรามอบให้กับลูกค้าต้องใช้ได้จริง ฟังแล้ว&nbsp;Make&nbsp;Sense&nbsp;ดังนั้นคนที่เคยทำ&nbsp;Frontend&nbsp;หรือ&nbsp;Backend&nbsp;มาก่อน จะมองเห็นว่าสิ่งที่ลูกค้าต้องการนั้นทำได้จริงหรือเปล่า ใช้เวลามากน้อยแค่ไหน แล้วโซลูชันไหนเป็นโซลูชันที่เหมาะที่สุดที่จะนำเสนอให้กับลูกค้า”&nbsp;</p>



<p>“ที่อยากเปลี่ยนสายงานเป็นเพราะความอยากลองล้วนๆ&nbsp;เลยครับ จากพื้นฐานที่เรามีความรู้ด้านโค้ดดิ้งมาพอประมาณ ผมก็อยากขยับตัวออกจากสายงานด้านการเขียนโค้ดเพื่อมาเติบโตในฝั่งธุรกิจให้มากขึ้น แล้วก็คุยกับคนให้เยอะขึ้น อยากให้เนื้องานที่ทำมันฉีกออกจากรูปแบบเดิมครับ”&nbsp;</p>



<p>“สมัยนี้ผมว่าตัวเลขอายุไม่ใช่มาตรวัดอะไรเลยในเรื่องของการเปลี่ยนงาน ขอแค่เรารู้ว่าเราสามารถทำงานนั้นได้จริง ผมคิดว่าหลายๆ บริษัทก็ค่อนข้างเปิดรับกับตัวเลขอายุนะครับ&nbsp;Bluebik&nbsp;เองก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน”&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“ผมว่าในวัย 30 ต้นๆ มันเป็นวัยที่เรายังมีแรงและมีเวลาในการทุ่มเทให้กับงานครับ ผมมองว่า เมื่อผมทำงานให้เต็มที่แล้ว สักวันหนึ่งมันก็จะย้อนกลับมาส่งเสริมตัวเรา ทั้งเรื่องของรายได้ ความมั่นคงในหน้าที่การงาน รวมถึงความรู้ที่เราได้รับ ดังนั้นผมเลยคิดว่าช่วงนี้มีแรงเท่าไหร่ เราก็จะทำให้เต็มที่ครับ”&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมต้อง&nbsp;Bluebik?&nbsp;</strong></h3>



<p>“ที่เลือกมาเปลี่ยนสายงานที่&nbsp;Bluebik&nbsp;หนึ่งเลยก็คือชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของที่นี่ครับ&nbsp;Bluebik&nbsp;ค่อนข้างเป็น&nbsp;Destination&nbsp;ต้นๆ เลยในการหางานสำหรับตำแหน่งเทคฯ แล้วผมรู้สึกว่าบุคลากรข้างในของ&nbsp;Bluebik&nbsp;เองก็มีคุณภาพและพร้อมที่จะสนับสนุนคนทำงาน แล้วก็ให้โอกาสคนทำงานได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่”&nbsp;</p>



<p>“อีกส่วนที่ผมสนใจคือ&nbsp;Vision&nbsp;ขององค์กร ผมเห็นว่า&nbsp;Bluebik&nbsp;มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา อย่างในโลกเทคโนโลยีมันจะมีองค์ความรู้และเทรนด์ใหม่ๆ เข้ามาเสมอ ซึ่ง&nbsp;Bluebik&nbsp;ก็จะ&nbsp;Catch&nbsp;Up&nbsp;ตัวเทรนด์เหล่านั้นเสมอ แล้วเอามาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ ผมว่าที่นี่เป็นองค์กรที่ปรับตัวอยู่ตลอดเวลาครับ”&nbsp;</p>



<p>“ด้วยความที่ผมมาจากสายเทคฯ พอมาทำที่นี่ ผมก็คาดหวังให้ตัวเองสามารถเป็น SA ที่ดีได้มากขึ้น สามารถดีไซน์ระบบที่ดีมากขึ้น ส่งงานให้ลูกค้าอย่างมีคุณภาพมากขึ้นไปอีก แล้วเส้นทางต่อไปข้างหน้า นอกจาก SA แล้วเราก็ยังมี&nbsp;Role&nbsp;อื่นที่ยังสามารถขยับไปได้อีกเยอะ อย่างบางคนถึงจุดหนึ่งแล้วอยากเปลี่ยนไปทำ&nbsp;Role&nbsp;อื่น คิดว่าก็สามารถทำได้ สมมติเป็นคนที่อยากไปสายเทคนิคัลต่อ ก็จะมี&nbsp;Role&nbsp;ที่รออยู่อย่าง&nbsp;Software&nbsp;Architect&nbsp;หรือ&nbsp;Solution&nbsp;Architect&nbsp;ฯลฯ หรือถ้าใครอยากโตไปในสาย Management เลยก็ทำได้ เส้นทางข้างหน้ามันค่อนข้างขึ้นอยู่กับความต้องการของเรา สำหรับที่นี่ พี่ๆ&nbsp;ไดเรกเตอร์ไม่ได้ปิดกั้นอะไรเลยครับ”&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="692" src="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/10/K.Bomb1_-1-1024x692.jpg" alt="" class="wp-image-7322" srcset="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/10/K.Bomb1_-1-1024x692.jpg 1024w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/10/K.Bomb1_-1-300x203.jpg 300w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/10/K.Bomb1_-1-768x519.jpg 768w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/10/K.Bomb1_-1-1536x1038.jpg 1536w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/10/K.Bomb1_-1.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สิ่งที่ต้องพบเจอ เมื่อคุณเปลี่ยนสายงาน!&nbsp;</strong></h3>



<p>“ในการทำงาน SA อย่างแรกเลยเราก็ยังคงหนีไม่พ้นทักษะด้านเทคนิค อาจจะหนักไปที่ความรู้ด้าน&nbsp;Backend&nbsp;เป็นส่วนใหญ่ ส่วนที่เหลือก็จะเป็นเรื่องของ&nbsp;Frontend&nbsp;หรือ UX-UI นอกจากนั้นก็จะเจาะไปด้านที่แต่ละคนถนัดหรือสนใจ อย่างผมก็จะเป็นเรื่องของ&nbsp;Software&nbsp;Design,&nbsp;Cloud&nbsp;แล้วก็ AI คือพอขยับมาเป็น SA เรา อาจจะไม่ได้คลุกคลีกับการ&nbsp;Implement&nbsp;ชิ้นงานต่อชิ้นงานอีกแล้ว แต่จะได้จับงานในการออกแบบภาพรวมมากขึ้น ดังนั้นเรื่องของระบบต่างๆ อย่างเช่น&nbsp;Architect&nbsp;ของ&nbsp;Cloud&nbsp;ก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้”&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“ส่วนอีกหนึ่งทักษะที่ต้องมีเลยก็คือ&nbsp;Soft&nbsp;Skill&nbsp;มันเป็นสิ่งที่เราหลบไม่ได้เลยในการเป็น SA ซึ่ง 7 เดือนที่ทำงานมา ถือว่าท้าทายความสามารถขั้นสุด ท้าทายมากกว่าที่คิดจริงๆ&nbsp; เพราะส่วนหนึ่งเลยต้องยอมรับว่าผมมาจากสายเทคฯ มันก็จะมีความก้ำๆ กึ่งๆ ในทักษะการคุยกับคนหรือการใช้วาทะศิลป์ ซึ่งมันก็ต้องอาศัยการฝึกประมาณหนึ่ง แล้วอีกส่วนหนึ่งที่เราต้องฝึกเพิ่มไปด้วยก็คือทักษะในการบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการคนในทีม จัดการลูกค้า ดังนั้น 7 เดือนที่ผ่านมาเลยเป็นช่วงที่ผมต้องทำการบ้านเยอะประมาณหนึ่งครับ”&nbsp;</p>



<p>“ในการทำงานส่วนใหญ่ ผมจะเลือกทำแบบ&nbsp;Agile&nbsp;เราจะส่งต่องานกันในแต่ละภาคส่วน แล้วเมื่อได้รับฟีดแบ็กมาก็กลับมาแก้ไขโดยจะวนลูปไปเรื่อยๆ&nbsp;ซึ่งตลอดทั้งกระบวนการ การสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะในการทำงานแบบ&nbsp;Agile&nbsp;เราต้องให้น้ำหนักกับการ&nbsp;Fast&nbsp;Know,&nbsp;Fast&nbsp;Fix&nbsp;เมื่อยูสเซอร์ได้ลองเทสต์แล้วอยากเปลี่ยนอะไร เราก็ต้องรีบสื่อสารทันทีว่าเขาอยากเปลี่ยนเพราะอะไร ซึ่งในการเจรจากันมันต้องอาศัยศิลปะในการพูดคุย บางทีสิ่งที่ลูกค้าต้องการอาจจะไม่ตรงกับความต้องการของเรา หรือเขามีสิ่งที่ต้องการเพิ่มเติมระหว่างทาง มันก็ต้องหาจุดกึ่งกลางที่แมตช์กัน ซึ่งทำจริงก็ค่อนข้างยากเหมือนกันครับ”&nbsp;</p>



<p>“ต้องบอกว่ามันเป็น 7 เดือนที่ผมได้เติบโตขึ้นมากๆ สิ่งที่เห็นได้เลยว่าตัวเองเปลี่ยนไปก็เช่นลักษณะการวางตัว การพูด การบริหารจัดการคนในทีมที่เหมาะสมกับแต่ละบริบท ดังนั้น ถึงมันจะหนักแต่ผมว่ามันคุ้มค่าแน่นอน เพราะทักษะหนึ่งเลยที่ได้จากการทำ&nbsp;SA ก็คือการเสริม&nbsp;Soft&nbsp;Skill&nbsp;ซึ่งผมว่ามันเป็นสิ่งที่ยังไงก็คุ้มค่ากับการลงทุน”&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความเป็นทีมที่พร้อมผลักดันให้น้องลุยไปข้างหน้าและมีพี่คอยเป็นเบาะรออยู่ข้างหลัง&nbsp;</strong></h3>



<p>“ผมกล้าพูดเลยว่าทีม SA ของ&nbsp;Bluebik&nbsp;เป็นทีมที่ได้รับความไว้วางใจสูง เราเป็นมนุษย์ที่วันจันทร์ต้องคุยภาษาคน วันอังคารต้องคุยภาษา&nbsp;Developer&nbsp;ซึ่งผมว่าเราทำได้ค่อนข้างดี และจากการได้ทำงานมา มันค่อนข้างที่จะชัดว่าทุกฝ่ายไว้ใจเรา ไม่ว่าจะเป็นทีม&nbsp;Internal&nbsp;หรือ&nbsp;External”&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“ผมว่าเราค่อนข้างโชคดีที่ SA ในทีมค่อนข้างมีใจสู้เหมือนๆ กัน แล้วก็มีความเข้าอกเข้าใจกันประมาณหนึ่ง ที่นี่เราจะมีการเชียร์อัปกัน มีการ&nbsp;Set&nbsp;Goal&nbsp;และ&nbsp;Set&nbsp;Passion&nbsp;ให้เห็นปลายทางร่วมกัน ให้เขามีแรงจูงใจในการสู้งาน เพราะรู้ว่าในอนาคตมีอะไรที่รอพวกเราอยู่”&nbsp;</p>



<p>“และถ้าจะบอกว่าเพราะเราผ่านงานยากๆ มาด้วยกันเลยยิ่งทำให้สนิทกันมันก็ไม่เกินจริงนะครับ บางทีการผ่านร้อนผ่านหนาวร่วมกันก็ทำให้เราสนิทกันได้ง่ายขึ้น นอกเหนือไปจากนั้นก็อยู่ที่ไวบ์ของแต่ละคน อย่างผมเองก็มักจะไป&nbsp;Hang out&nbsp;กับคนในทีมเป็นส่วนใหญ่ ผมว่ามันเป็นหนทางที่ง่ายที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์ในทีม ไปๆ มาๆ ตอนนี้มาทำงานก็เหมือนมาเจอเพื่อนเลยครับ”&nbsp;</p>



<p>“การที่เรายิ่งสนิทกันมันยิ่งส่งผลดีต่อการทำงานครับ เวลามีบางอย่างที่ปกติเขาอาจจะไม่กล้าพูด กลับกลายเป็นว่าเขาสามารถวิ่งมาพูดกับเราตรงๆ ได้เลย ซึ่งส่วนนี้มันช่วยลดปัญหาในทีมได้เยอะมาก”&nbsp;</p>



<p>“ถ้าถามว่าผมเป็นรุ่นพี่สไตล์ไหน ถ้าเปรียบเป็นทหาร ผมก็จะให้ปืนกระบอกหนึ่งกับน้องแล้วให้น้องไปลงสนามเองเลย แล้วสิ่งที่ผมทำคือผมจะรอเย็บแผลให้น้องอยู่ข้างหลัง เพราะสำหรับผมแล้ว การที่เขาได้ไปเจอสิ่งที่เขาไม่สามารถทำได้ ให้เขาไปผ่านมันมาก่อน แล้วมีเราคอยหนุนหลัง อย่างน้อยเขาก็ได้ลองทำโดยที่รู้สึกว่ายังมีฟูกให้ล้มลงมาได้ เวลาตัดสินใจให้เขารับผิดชอบงาน แล้วสมมติมีความผิดพลาดขึ้นมา คนแรกที่ต้องรับผิดชอบก็คือตัวเราไม่ใช่น้อง”&nbsp;</p>



<p>“การมีรุ่นพี่ที่คอยสนับสนุนกันอยู่ข้างหลัง สำหรับผมแล้ว สั้นๆ เลย มันคือความอุ่นใจครับ เวลาทำงานแล้วเรารู้สึกว่าเรากล้าที่จะล้มได้ ขอแค่เราทำให้เต็มที่ จะพังก็ไม่เป็นไร เพราะมีคนที่อยู่ข้างหลังเขาพร้อมจะช่วยเราเสมอ&nbsp; ซึ่งผมก็ได้รับแนวคิดนี้มาจากหัวหน้าผมอีกทีนะครับ ที่เขา&nbsp;Manage&nbsp;เราแบบนี้ แล้วผมรู้สึกว่ามันเป็นวิธีที่ค่อนข้างเห็นผล ทุกอย่างให้ยึดคนเป็นหลัก ทีมดี คนดี ทุกอย่างก็จะออกมาดีครับ”&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>Beyond Standards:&nbsp;ความสำเร็จไม่ใช่แค่&nbsp;100&nbsp;แต่คือ&nbsp;110&nbsp;</strong></h3>



<p>“สำหรับผม คำว่างานสำเร็จคือเราทำได้มากกว่า&nbsp;Expectation&nbsp;ที่ตั้งเอาไว้ตั้งแต่แรกครับ ถ้าเราตั้งเป้าไว้ที่ 100 แล้วเราทำได้ 110 อันนี้ถือว่าสำเร็จสำหรับผม” บอมทิ้งท้ายไว้กับเราเมื่อถามถึงมาตรวัดความสำเร็จในแต่ละโปรเจกต์&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="576" src="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/10/Ping_Siphong_DX_for_article-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-7310" srcset="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/10/Ping_Siphong_DX_for_article-1024x576.jpg 1024w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/10/Ping_Siphong_DX_for_article-300x169.jpg 300w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/10/Ping_Siphong_DX_for_article-768x432.jpg 768w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/10/Ping_Siphong_DX_for_article.jpg 1280w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>จากการพูดคุยกันมาตั้งแต่ต้นถึงบทบาทหน้าที่ใหม่และการย้ายสายงานของบอม จุดหนึ่งที่เด่นชัดคือเขาให้ความสำคัญกับการทำงานให้ได้ ‘เหนือกว่ามาตรฐาน’ และนี่ก็เป็นสิ่งที่&nbsp;<strong>ปิง-ศรีพงษ์</strong><strong>&nbsp;Director of DX (Digital Excellence and Delivery)&nbsp;</strong>มองเห็นในตัวบอมเช่นกัน อย่างที่เขาบอกเล่าเอาไว้ว่า&nbsp;</p>



<p>“ผมเคยบอกน้องไว้ว่า สำหรับ SA เนี่ย ถ้าทำ&nbsp;Spec&nbsp;ดีๆ ด้วยวิวัฒนาการของ AI&nbsp;Coding&nbsp;เนี่ย ในอนาคตอันใกล้น่าจะสามารถแปลงมันเป็น&nbsp;Code&nbsp;ได้ทันทีเลยนะ&nbsp;ทีนี้ที่ประทับใจน้องบอมก็คือ น้องได้กลับไปดู ไปเรียนรู้ว่ามันทำยังไงได้บ้าง ไปลงคอร์สเพิ่มเติม แล้วลองทำมาให้ผมดู เขาบอกว่าไปทำมานอกเวลางาน พอผมดูมันก็ใช้ได้แฮะ ผมชอบที่เขาไปเรียนรู้เพิ่มเติม เพื่อตอบโจทย์สิ่งที่เราและทีมจะไปข้างหน้า”&nbsp;&nbsp;</p>



<p>นี่คือมุมมองส่วนหนึ่งจากคนเป็นไดเรกเตอร์ที่ได้ทำงานร่วมกับบอมมาโดยตรง และทำให้เห็นว่า ทั้งบอมและปิงต่างก็เชื่อในการทำงานที่ ‘Beyond&nbsp;Standards’ เพราะสำหรับที่&nbsp;Bluebik&nbsp;แล้ว นี่คือหนึ่งในคุณลักษณะสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนให้ทีม, บริษัทและลูกค้าก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแข็งแกร่ง คนทำงานเองก็สามารถเติบโตขึ้นได้อย่างมั่นคงและงดงาม&nbsp;</p>



<p>ฟังมาถึงตรงนี้หากสนใจสายงาน System&nbsp;Analyst&nbsp;ที่&nbsp;Bluebik&nbsp;สามารถสมัครเข้ามากันได้ที่<a href="https://bluebik.com/th/job/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">&nbsp;https://bluebik.com/th/job/</a>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="https://bluebik.com/th/stories/developer_to_system_analyst/">“บอม ณัชพล” กับความท้าทายสุดเข้มข้น จากสายเขียนโค้ดสู่ Senior System Analyst แห่ง Bluebik </a> appeared first on <a href="https://bluebik.com/th/">Bluebik</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จาก Bootcamp สู่ Senior Data Scientist: คุยกับ ‘แตม’ หนึ่งในหัวเรือใหญ่ของทีม AI ผู้เชื่อว่าความรู้ไม่มีวันหมดอายุ </title>
		<link>https://bluebik.com/th/stories/passionate_data_scientist_like_tam_ai/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[marketing@bluebik.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 09 Sep 2025 08:39:46 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://bluebik.com/?post_type=stories&#038;p=6899</guid>

					<description><![CDATA[<p>เรื่องราวการเติบโตของ ‘แตม–รชตะ’ Senior Data Scientist แห่งทีม AI ที่พิสูจน์ว่า ความสำเร็จต้องมาจากมากกว่าสกิลเทคนิค และความรู้ไม่มีวันหมดอายุ </p>
<p>The post <a href="https://bluebik.com/th/stories/passionate_data_scientist_like_tam_ai/">จาก Bootcamp สู่ Senior Data Scientist: คุยกับ ‘แตม’ หนึ่งในหัวเรือใหญ่ของทีม AI ผู้เชื่อว่าความรู้ไม่มีวันหมดอายุ </a> appeared first on <a href="https://bluebik.com/th/">Bluebik</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h4 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าจะมีใครใน Bluebik ที่นับได้ว่าเป็นผลผลิตขององค์กรอย่างแท้จริง หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อ แตม-รชตะ จากทีม AI (Advanced Insights) อยู่แน่นอน  </strong></h4>



<p>ใครที่เคยพบเคยเจอแตม อาจจะมีภาพของผู้เชี่ยวชาญเรื่อง AI และ Data สายชิลล์ที่ยินดีให้คำปรึกษาเสมอ เมื่อเราต้องการ แต่กว่าจะเป็นแตมผู้เก่งกาจแบบทุกวันนี้ วันหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน เขาก็เคยเป็นเด็กเรียนจบหมาดๆ ประสบการณ์การทำงานยังน้อย กระทั่งได้เข้าร่วม Bootcamp ของ Bluebik ค่ายติวเข้มเกี่ยวกับดาต้าที่เน้นสอนโดยการให้ลงมือทำจริงๆ &nbsp;</p>



<p>ในค่ายนั้น ความเก่งของแตมเริ่มฉายแวว เพราะหลังจากค่ายจบลง แตมก็ถูกจีบจากทีม Bluebik ให้ทำงานต่อทันที เวลาผ่านไป 3 ปี จากน้องจูเนียร์ในทีม แตมก็ได้ก้าวขึ้นเป็น Senior Data Scientist หนึ่งในหัวเรือใหญ่ประจำทีม AI ผู้ต้องสื่อสารและบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า พร้อมขับเคลื่อนและผลักดันทุกคนในทีมให้ทำงานร่วมกันอย่างสอดประสาน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ทั้งลูกค้าและคนทำงานยิ้มออก &nbsp;</p>



<p>แน่นอนว่าทั้งหมดที่ว่ามานี้ ไม่ได้มีแต่สกิลด้านดาต้าที่ถูกขุดออกมาใช้ แต่จะมีสกิลอะไรอีกบ้าง มากกว่านั้นคือจะอัปเลเวลยังไงให้เป็น Expert สาย AI ตัวจริงแบบแตมได้บ้าง เราขอพาไปนั่งคุยกับเจ้าตัวในบทความนี้ &nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>Level 1 : Starting with a Math Lover</strong> &nbsp;</h4>



<p>“แต่ไหนแต่ไร ผมเป็นคนชอบตัวเลขมาตลอด ตอนเรียนปริญญาตรีจึงเลือกเรียนคณะวิทยาศาสตร์ สาขาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่นั่นนอกจากสอนทฤษฎีทางคณิตศาสตร์แล้วยังสอนเรื่องการเขียนโปรแกรมเและ AI ด้วย ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยผมชอบคิดไอเดียไปพิชชิ่งในงานประกวดต่างๆ ผมบังเอิญไปเจอกับกรรมการที่เป็นที่ปรึกษาของบริษัทสตาร์ทอัปแห่งหนึ่ง เขากำลังทำโปรเจกต์ด้าน AI (Voice/Chatbot) อยู่ ซึ่งเมื่อ 8 ปีก่อน คนเข้าใจเรื่องนี้ยังมีไม่มาก และชวนผมไปทำงานด้วย &nbsp;</p>



<p>“ผมทำงานกับเขาประมาณ 3 ปี แล้วออกมาพัก 1 ปีครึ่ง รู้สึกว่าสกิลด้าน Data Science ของตัวเองหายไป เลยเริ่มกลับมาสมัครงานใหม่ ตอนนั้น Bluebik ก็เปิดโครงการ  Bootcamp พอดี มันเป็นโครงการที่จะเทรนเรื่อง Data Science จากศูนย์ สอนหมดทั้งสกิลเรื่องข้อมูล การทำสไลด์ ไปจนถึงการคุยกับลูกค้า &nbsp;</p>



<p>“ค่าย Bootcamp ของ Bluebik ไม่เหมือนค่ายเทรนนิ่งปกติ เขาไม่ได้จัดเป็นห้องเลคเชอร์ แต่จะเป็นการเรียนรู้จากการ Learn on the job (ลงมือทำงานจริง) โดยจะมีโปรเจกต์มาให้ทำ แล้วมีพี่ๆ หัวหน้าประกบสอนไปด้วยกัน ทำให้เราเรียนรู้ได้ไว ถ้าให้ย้อนกลับไปคิดดู บทเรียนสำคัญที่สุดที่ได้เรียนรู้จาก Bootcamp ครั้งนี้คือการบริหารจัดการลูกค้า เรื่องเทคนิคเราเรียนผ่านยูทูบหรือคอร์สออนไลน์ก็ได้ แต่พอเราได้คุยกับลูกค้าและได้เก็บความต้องการของลูกค้าจริงๆ สิ่งเหล่านี้ไม่มีสอนที่ไหน &nbsp;</p>



<p>“หลังจบโครงการจะมีประเมินว่าเรียนผ่านหรือไม่ผ่าน ถ้าผ่าน ทางบริษัทก็จะถามว่าสนใจเป็นพนักงานประจำหรือเปล่า ผมผ่านการประเมิน จึงเริ่มทำงานที่ Bluebik ในตำแหน่ง Data Scientist ตั้งแต่นั้น” &nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>Level 2 : Step into the Data Scientist world &nbsp;</strong></h4>



<p>“Data Scientist คือคนที่ทำงานทุกอย่างเกี่ยวกับดาต้า ถ้าให้สโคป มันเริ่มตั้งแต่ทำความเข้าใจธุรกิจนั้นๆ ก่อนว่าลูกค้าหรือเจ้าของโจทย์ต้องการอะไร ใช้ AI แก้ได้หรือเปล่า หลังจากเข้าใจธุรกิจ เราต้องทำความเข้าใจดาต้าต่อว่ามีเพียงพอไหม อยู่ในรูปแบบใด เก็บไว้ที่ไหน แล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการเตรียมดาต้าให้พร้อมสำหรับใช้งาน เพราะเราอยู่ในยุคบิ๊กดาต้า มีดาต้าเยอะ เก็บอย่างเดียวแต่จะไม่ค่อยถูกจัดการเท่าไหร่  &nbsp;</p>



<p>“เมื่อดาต้าพร้อม จะเข้าสู่ขั้นตอนของการทำโมเดล ซึ่งขึ้นอยู่กับงานนั้นๆ ว่าจะเป็นโมเดลอะไร จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนของการวัดผลโมเดล เมื่อวัดเสร็จก็จะสามารถนำไปใช้งาน ถามว่าเราทำทั้งหมดนี้ไปเพื่ออะไร เป้าหมายของเราคือการนำดาต้ามาใช้ประโยชน์  &nbsp;</p>



<p>“โปรเจกต์ที่ Bluebik มีเยอะมาก แต่ถ้าให้ยกตัวอย่างหนึ่งในโปรเจกต์ที่เราเคยทำ และได้รับความนิยมคือแชตบอตที่เป็น Generative AI (ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์) ที่สามารถคุยกับคนเพื่อลดงานเอเยนต์ เพื่อให้เอเยนต์สามารถทำงานอื่นที่ยากขึ้น แทนที่จะตอบคำถามทั่วไปที่ถูกถามบ่อยๆ หรือไม่ก็นำข้อมูลมาทำ Use Case Customer Analytics เพื่อจัดกลุ่มลูกค้า สมมติมีลูกค้าอยู่ล้านคน เราจะใช้ดาต้ามาจัดกลุ่ม เพราะลูกค้าแต่ละกลุ่มก็มีพฤติกรรมและความสนใจไม่เหมือนกัน ถ้าเรายิงโปรโมชั่นออกไปเฉพาะกลุ่ม เราก็สามารถยิงหาคนที่สนใจได้อย่างตรงกลุ่ม ทำให้อัตราการใช้โปรโมชั่นมากขึ้น และคุ้มทุนในการยิงโปรโมชั่นมากขึ้น ” &nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="576" src="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/09/For-article_Tam-Rahata-AI-team-9-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-6893" srcset="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/09/For-article_Tam-Rahata-AI-team-9-1024x576.jpg 1024w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/09/For-article_Tam-Rahata-AI-team-9-300x169.jpg 300w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/09/For-article_Tam-Rahata-AI-team-9-768x432.jpg 768w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/09/For-article_Tam-Rahata-AI-team-9-1536x864.jpg 1536w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/09/For-article_Tam-Rahata-AI-team-9.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption class="wp-element-caption"><em>แตม-รชตะ, Senior Data Scientist, ทีม AI (Advanced Insights) </em></figcaption></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>Level 3 : Become a truly Life-Long Learner &nbsp;</strong></h4>



<p>“ด้วยความที่ Data Scientist ต้องใช้ AI และ AI เป็นศาสตร์ที่ยังไม่ตาย มีการพัฒนาอยู่ตลอด ยิ่งสมัยนี้พัฒนากันวันต่อวัน คนที่น่าจะเหมาะกับสายงานนี้คือคนที่ชอบศึกษาอะไรใหม่ๆ ต้องมีการตามเทคโนโลยีบ้าง อีกอย่างที่ขาดไม่ได้คือทักษะการเขียนโปรแกรม ด้วยความที่ดาต้ามันมีเยอะ เราจึงต้องใช้การเขียนโปรแกรมมาช่วยทำให้การทำงานเร็วขึ้น อีกสิ่งหนึ่งคือทักษะการพรีเซนต์ เพราะงานหลักของ Data Scientist คือการหา Insight จากชุดข้อมูลขนาดใหญ่ แต่พอเรารู้ Insight นั้นแล้ว เราจะไปบอกคนที่มีอำนาจของแบรนด์ยังไงให้เขาเข้าใจและเห็นด้วย  &nbsp;</p>



<p>“สิ่งที่ท้าทายที่สุดสำหรับผม คือการตามสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลานี่แหละ สมมติเราเรียนเรื่องนี้จบตอนนี้ ผ่านไปอีกเดือนหนึ่ง เราต้องโละมันทิ้งแล้ว เพราะมันมีสิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิม ราคาถูกกว่าเดิมเข้ามา เราก็ต้องหาเวลาไปอัปเดตสิ่งใหม่ให้ทันกับโลก  &nbsp;</p>



<p>“อีกความยากคือการสโคปความคาดหวังของลูกค้า เพราะเมื่อพูดถึง Gen AI ลูกค้าก็จะคิดว่ามันสุดยอดเหมือนจาร์วิสในไอร่อนแมน แต่ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน มันยังไปไม่ถึงขั้นนั้น อย่างแชตบอทที่ใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model:LLM) ก็อาจจะมีการตอบมั่วบ้าง ให้ข้อมูลไม่ถูกบ้าง เราจะตีกรอบความคาดหวังของลูกค้ายังไง เพื่อทำให้เขาเข้าใจว่า สิ่งที่เขาจะได้หน้าตาประมาณไหน อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ณ ปัจจุบันด้วยหรือเปล่า” &nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>Level 4 : Open-minded Communicator &nbsp;</strong></h4>



<p>“ในทีม AI (Advanced Insights) ของเรา แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ส่วนแรกคือทีม Data Science ซึ่งดูแลเรื่องโมเดลเป็นหลัก เช่นโมเดลคาดการณ์หรือโมเดลจัดกลุ่มลูกค้า ส่วนที่ 2 คือ ทีม Data Engineer ที่ทำหน้าที่ออกแบบและจัดเตรียมดาต้าให้พร้อมสำหรับให้ Data  Scientist เอาไปใช้งาน และส่วนสุดท้าย คือ Data Consult จะหนักไปทางงานธุรกิจ คือจะเป็นทีมที่เข้าไปคุยกับลูกค้าว่าเขามีโจทย์อะไร และแนะนำ AI แบบไหนที่ปรับไปใช้กับโจทย์นั้นได้  &nbsp;</p>



<p>“Bluebik เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่เข้าตลาด SET แล้ว แต่ในทีม AI จะมีบรรยากาศที่เรียกได้ว่าค่อนข้าง Flat ในระดับหนึ่ง หมายถึงว่าเราคุยกับใครก็ได้ เช่น ผมอยากคุยกับไดเรกเตอร์ก็ไม่ต้องนัดกับเลขาฯ แค่ทักไปหา เขาก็ตอบเร็วมาก หรือถ้าอยากได้เครื่องมือจากทีมข้างๆ ก็สามารถทักไปคุยได้เลย ทุกคนเก่ง แอคทีฟ และพร้อมช่วยเหลือตลอดเวลา &nbsp;</p>



<p>“นอกจากนี้ ที่ Bluebik ยังมีการสนับสนุนการอัปสกิลของคนทำงาน อย่างทีม AI ก็จะมีงบสนับสนุนในการสอบใบเซอร์ฯ เกี่ยวกับดาต้าให้ เพื่อเสริมความรู้เรื่อง AI หรือ Cloud และที่บริษัทเองยังมีเครื่องมือต่างๆ คอยช่วยเหลือ เช่น อีบุ๊กที่ให้เข้าไปอ่านออนไลน์ได้ และหลายครั้ง บริษัทก็มีการจัดเซสชั่นแชร์ความรู้ภายในทีม หากใครในทีมต้องการสกิลบางอย่างก็สามารถขอได้ และทีมก็จะจัดเซสชั่นแชร์ความรู้กัน เสริมทั้ง Hard Skills และ Soft Skills” &nbsp;</p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>Level 5 : Passionate AI Developer &nbsp;</strong></h5>



<p>“ที่ Bluebik เรามีลูกค้าที่หลากหลาย งานแต่ละงานนั้นไม่ได้ง่ายและต้องปรับไปตามลูกค้าแต่ละราย บวกกับเทคโนโลยี AI ที่ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา ทำให้บางครั้งผมรู้สึกว่างานยากและท้าทายระดับหนึ่ง นอกจากการปรึกษาหัวหน้างานที่มีอำนาจในการหาเครื่องมือหรือวิธีแก้ไขมาช่วยได้แล้ว หลายครั้ง <em>ผมก็พัฒนาเครื่องมือ </em><em>AI </em><em>ขึ้นมาเองก่อน</em> เพื่อเข้าใจการทำงานของมันอย่างทะลุปรุโปร่ง เพราะสำหรับผม ก่อนที่เราจะเอาไปขายลูกค้าได้ เราก็ต้องเข้าใจโปรดักต์ หรือก่อนจะนำ AI ตัวไหนไปแนะนำกับน้องๆ ในทีม ผมอยากใช้โปรดักต์ตัวนั้นให้คล่องก่อน &nbsp;</p>



<p>“ยกตัวอย่าง แชตบอตใน LINE หรือ Microsoft Teams ที่ช่วยตอบคำถามเรื่องสวัสดิการภายในบริษัท ผมจะมีแชตบอตส่วนตัวที่สอนให้มันอ่านเอกสารภายในบริษัทเพื่อที่จะตอบคำถามได้ เช่น ถ้าผมอยากถามเรื่องที่อยู่บริษัทเพื่อนำมาประกอบใบกำกับภาษี หรือถามเรื่องวันหยุดประจำปี เขาก็จะดึงข้อมูลออกมาให้” &nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="391" src="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/09/For-article_Tam-and-AI-team-1024x391.jpg" alt="" class="wp-image-6889" srcset="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/09/For-article_Tam-and-AI-team-1024x391.jpg 1024w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/09/For-article_Tam-and-AI-team-300x115.jpg 300w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/09/For-article_Tam-and-AI-team-768x293.jpg 768w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/09/For-article_Tam-and-AI-team.jpg 1280w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>Level 6 : Lead as Senior Data Scientist &nbsp;</strong></h4>



<p>“สิ่งที่ทำให้ผมอยากทำงานที่นี่ต่อไปคือความสนุกในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือหรือ AI ใหม่ๆ ที่มีมาให้เราเล่นตลอด และมีโจทย์ใหม่ที่มาท้าทายเราตลอดเวลา &nbsp;</p>



<p>“อย่างโจทย์หนึ่งที่ได้ คือการขยับตำแหน่งขึ้นมาเป็น Senior Data Scientist หลังจากทำงานมา 3 ปี ตอนผมเป็น Junior งานก็จะให้น้ำหนักไปกับการพัฒนาโปรแกรมและทำสไลด์ แต่พอมาเป็น Senior งานจะไปทางคิดโซลูชั่น ไม่ว่าจะมี AI หรือปัญหาแบบไหนเข้ามา เราต้องใช้โซลูชั่นแบบไหน ประเมินเวลาทำงานว่าต้องใช้เท่าไร และจะคิดราคาลูกค้าเท่าไหร่ รวมถึงจัดสรรเครื่องมือให้น้องๆ ทำ บางครั้งก็จะดูแลไปถึงการบริหารจัดการ การไปช่วยพัฒนาระบบด้วยเช่นกัน &nbsp;</p>



<p>“ถ้าให้วิเคราะห์ดู ผมน่าจะเป็นหัวหน้าสายชิลล์นะ แต่ในความชิลล์ก็ไม่ได้ปล่อยปะน้องๆ แต่เป็นการให้น้องเขาได้ไปลองสิ่งใหม่ด้วยตัวเองก่อน ถ้าเขาติดอะไร เราก็จะไกด์เขาทีหลัง หรือถ้านัดส่งงานวันไหนก็ต้องเป็นวันนั้น แต่ระหว่างนั้นก็ให้อิสระเต็มที่  &nbsp;</p>



<p>“ข้อดีของการทำแบบนี้คือให้น้องๆ ได้คิดอย่างเต็มที่ ไม่ติดกรอบ ลองไปเส้นทางใหม่ๆ เพราะบางทีเราก็ไม่ใช่คนที่รู้ทุกเรื่อง ในทาง A B C D ที่เราให้เขาไป บางทีทาง E หรือทาง F มันอาจจะดีกว่าก็ได้ บางีครั้งผมก็ว้าวกับวิธีที่เขาเสนอกลับมาเหมือนกัน &nbsp;</p>



<p>“สำหรับผม ทีมที่ดีคือทีมที่ช่วยเหลือกัน เข้าใจว่าแต่ละคนก็มีโปรเจกต์ที่ต้องรับผิดชอบต่างกัน แต่ถ้าเราทำโปรเจกต์หนึ่งอยู่คนเดียวเลย บางทีอาจจะเกิดความเหงาและเครียดได้ง่าย แต่ที่ Bluebik เรามีบรรยากาศทีมที่เอื้อให้ปรึกษากันได้ มีพี่ มีน้องให้คุย มีหัวหน้าคอยสนับสนุน นี่เป็นบรรยากาศการทำงานที่ผมคิดว่าแฮปปี้” &nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>Level 7 : Proudly Achiever &nbsp;</strong></h4>



<p>“ความภาคภูมิใจในการทำงาน Data Scientist สำหรับผม เกิดขึ้นตอนที่ส่งโปรเจกต์ได้และลูกค้าแฮปปี้ ถ้าลูกค้าบอกว่า พี่ใช้ระบบแล้ว ช่วยได้เยอะเลย ลดเวลาไปได้เยอะเลย เราก็จะรู้สึกว่าที่เราเหนื่อยมาหลายเดือนมันคุ้มแล้ว  &nbsp;</p>



<p>“จริงๆ โปรเจกต์ที่ภูมิใจมีหลายโปรเจกต์ นอกจากโปรเจกต์ที่ช่วยแก้ไขปัญหาให้ลูกค้า เพื่อให้พวกเขาประหยัดเวลาได้เยอะขึ้นแล้ว อีกส่วนหนึ่งคือ Bluebik มีงานเทรนนิ่ง AI ด้วย ผมเคยไปสอนพนักงานของบริษัทหนึ่งประมาณ 40-50 คนอยู่เป็นปีๆ เพราะเขาต่อคอร์สหลายครั้ง จากพนักงานปกติที่ไม่เคยจับงาน AI เลย เมื่อเทรนจบ คนของเขาทำโปรดักต์ AI ให้กับองค์กรได้ นี่ก็เป็นอีกความภูมิใจหนึ่ง &nbsp;</p>



<p>“ถ้าให้นิยามการทำงานตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ผมขอนิยามว่า Transform หรือการเปลี่ยนแปลง เพราะการทำงานที่ Bluebik เปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่างในตัวผม จากแต่เดิมถนัดแต่ทางเทคนิค วันนี้เราได้จับงานบริหารจัดการมากขึ้น ได้ลองทำอะไรที่ไม่เคยทำอย่างเช่นการคุยกับลูกค้าเยอะๆ หรือทำสไลด์สวยๆ ในเวลาแค่ 3 ปี มีหลายสกิลของผมที่พัฒนา และเป็นช่วงที่ผมได้เรียนรู้เยอะมากๆ ครับ” &nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="322" src="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/09/For-article_Tam-on-training-classes-1024x322.jpg" alt="" class="wp-image-6891" srcset="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/09/For-article_Tam-on-training-classes-1024x322.jpg 1024w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/09/For-article_Tam-on-training-classes-300x94.jpg 300w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/09/For-article_Tam-on-training-classes-768x242.jpg 768w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/09/For-article_Tam-on-training-classes.jpg 1280w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<div class="wp-block-group"><div class="wp-block-group__inner-container is-layout-constrained wp-block-group-is-layout-constrained">
<h4 class="wp-block-heading"><strong><em>คำแนะนำให้กับคนที่อยากทำงานสาย AI  <br>โดย แตม-รชตะ</em></strong></h4>
</div></div>



<p>“หากต้องให้คำแนะนำกับคนที่อยากทำงานสายนี้บ้าง ผมคิดว่านอกจากทักษะด้าน AI คุณจำเป็นต้องรู้หลักการพื้นฐานของมันด้วยเช่น ทักษะด้านคณิตศาสตร์ ที่มาที่ไปของสมการต่างๆ ใน AI ด้วย ความที่ปัจจุบันเครื่องมือหลายอย่างก้าวหน้ามากขึ้น หลายคนไม่สนแล้วว่าหลังบ้านทำงานยังไง เน้นใช้งานอย่างเดียว แต่จริงๆ มันเป็นส่วนที่สำคัญ เพราะหากวันหนึ่งเครื่องมือที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ถูกยกเลิก แล้วมีเครื่องมือใหม่เข้ามา การไม่เข้าใจพื้นฐานจะทำให้เราเข้าใจเครื่องมือใหม่ได้ยากมากๆ หรือตอนเจอโจทย์ที่ยากมากๆ เราก็จะไม่รู้ว่าต้องปรับหรือแก้ตรงไหน &nbsp;</p>



<p>“ส่วนคนที่มีประสบการณ์ด้าน AI อยู่แล้ว อาจต้องเน้นเสริมทักษะด้านการสื่อสาร  ในแวดวงนี้คนทำ AI เก่งๆ อาจจะเยอะมาก แต่คนที่อธิบายเรื่องนี้ให้คนอื่นเข้าใจได้จริงๆ ยังมีไม่มาก มันจะมีผลต่อการอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจมากขึ้นด้วย”  &nbsp;</p>



<p><em>นี่คือประสบการณ์การทำงานในฐานะ </em><em>Data Scientist </em><em>ในทีม </em><em>Advanced Insights </em><em>ที่ทำให้แตมได้อัปสกิลของตัวเองแทบทุกวัน ถ้าใครสนใจอยากเปิดประสบการณ์แบบนี้และเข้าร่วมทีมของเราบ้าง ลองเข้าไปดูตำแหน่งที่ </em><em>Bluebik </em><em>กำลังเปิดรับได้ที่ </em><a href="https://bluebik.com/job/%22%20/t%20%22_blank" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><em>https://bluebik.com/job/</em></a><em>  </em><em>ได้เลย</em> &nbsp;</p>
<p>The post <a href="https://bluebik.com/th/stories/passionate_data_scientist_like_tam_ai/">จาก Bootcamp สู่ Senior Data Scientist: คุยกับ ‘แตม’ หนึ่งในหัวเรือใหญ่ของทีม AI ผู้เชื่อว่าความรู้ไม่มีวันหมดอายุ </a> appeared first on <a href="https://bluebik.com/th/">Bluebik</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไม่รู้ให้ถาม ทำงานให้ภูมิใจ และบาลานซ์ให้ดี 3 สิ่งที่ ‘พี่มะ’ พี่ใหญ่แห่งทีม DE ได้เรียนรู้จาก 4 ปีใน Bluebik</title>
		<link>https://bluebik.com/th/stories/3-life-lessons-from-makorn-de/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[marketing@bluebik.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 Aug 2025 08:00:00 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://bluebik.com/?post_type=stories&#038;p=6613</guid>

					<description><![CDATA[<p>อะไรทำให้ดีไซเนอร์คนหนึ่งเปลี่ยนความคิด จนตอนนี้มองทุกอย่างในโลกเป็นเรื่องของ User Experience ไปหมด ทำความรู้จักเรื่องราวของ’มกรณ์ ทองเสวต’แห่งทีม DE</p>
<p>The post <a href="https://bluebik.com/th/stories/3-life-lessons-from-makorn-de/">ไม่รู้ให้ถาม ทำงานให้ภูมิใจ และบาลานซ์ให้ดี 3 สิ่งที่ ‘พี่มะ’ พี่ใหญ่แห่งทีม DE ได้เรียนรู้จาก 4 ปีใน Bluebik</a> appeared first on <a href="https://bluebik.com/th/">Bluebik</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h5 class="wp-block-heading"><strong>“ตั้งแต่เข้ามาทำงานตำแหน่ง UX/UI Designer ทุกอย่างในโลกมันกลายเป็น UX ไปหมดเลย”&nbsp;</strong></h5>



<p>4 ปีหลังจากเข้ามาร่วมทีม Bluebik <strong>พี่มะ-มกรณ์</strong> นิยามการเปลี่ยนแปลงของตัวเองให้เราฟังอย่างนั้น </p>



<p>หลายคนใน Bluebik อาจรู้จักพี่มะในฐานะ Project Manager ประจำทีม Design and Experience หรือ DE ผู้เป็นพี่ชายใจดีสอนน้องๆ ในทีมอย่างใจเย็น แต่น้อยคนอาจจะรู้ว่า ตัวพี่มะเองก็เติบโตจากการเป็นกราฟิกดีไซน์เนอร์ที่แทบจะไม่มีทักษะสายเทคเลย ไม่คุ้นกับหลักคิด UX/UI และเคยเชื่อว่าการจะใช้งานแอปฯ สักแอปฯ ให้คล่องต้องเป็นหน้าที่ของ User เท่านั้น จนตอนนี้ พี่มะได้เติบโตกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่อง UX/UI และหนึ่งในหัวเรือใหญ่ของทีม DE&nbsp;&nbsp;</p>



<p>แต่อะไรล่ะที่ทำให้ดีไซเนอร์คนหนึ่งที่ไม่รู้จักโลกของ UX/UI เลยเปลี่ยนความคิด จนตอนนี้มองทุกอย่างในโลกเป็นเรื่องของ UX (User Experience) ไปหมด มากกว่านั้น พี่มะได้เรียนรู้อะไรจาก 4 ปีใน Bluebik บ้าง ขยับเข้ามาใกล้ๆ แล้วมาฟังพี่มะเล่าไปพร้อมกัน&nbsp;</p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>ดีไซน์ดี = ชีวิตดี</strong>&nbsp;</h5>



<p>หลังจากเรียนจบคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาศิลปอุตสาหกรรม (Industrial Design) จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง&nbsp; พี่มะลองทำงานประจำในตำแหน่งกราฟิกดีไซน์เนอร์อยู่ 1 ปี ขณะเดียวกันเขาก็ลองเปิดแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง และด้วยความชอบด้านสัตว์เลี้ยง พี่มะก็ขยายไปเปิดธุรกิจฟาร์มเพาะพันธุ์หมาชิบะด้วย&nbsp;</p>



<p>แต่ไม่ว่างานไหน หนึ่งในสิ่งที่ต้องทำเหมือนกันคือการออกแบบ สำหรับพี่มะ ความสนุกของงานดีไซน์ไม่ใช่แค่เพื่อความสวยงามของกราฟิก แต่พี่มะเชื่อว่างานดีไซน์บางอย่างจะทำให้ชีวิตของคนทุกคนดีขึ้นได้&nbsp;</p>



<p>“บางทีของที่มีในตลาดมันไม่ถูกใจเรา เราเลยชอบคิดว่าจะทำให้มันดีขึ้นได้ยังไง ใช้ง่ายขึ้นได้ยังไง อย่างเสื้อผ้า ด้วยความที่เราเป็นคนตัวเล็ก เวลาเราไปห้างเราก็จะเจอแต่แบรนด์เมืองนอกที่ไม่พอดีกับตัว เราจึงตั้งแบรนด์ขึ้นมาให้เหมาะกับไซส์ของคนเอเชียบ้าง” เขาบอก&nbsp;&nbsp;</p>



<p>เมื่อธุรกิจฟาร์มหมาเริ่มไปได้ดี พี่มะก็ถูกทาบทามเข้ามาทำงานที่ Bluebik ในตำแหน่ง UX/UI Designer ซึ่งคนชวนก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น พี่เอิร์ธ-สรณัญช์ ชูฉัตร Chief Experience Officer (CXO) หัวเรือใหญ่แห่งทีม Design &amp; Experience นี่เอง&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="1024" height="455" src="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/08/P_Mar_Farm_and_cloth-1024x455.jpg" alt="" class="wp-image-6624" srcset="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/08/P_Mar_Farm_and_cloth-1024x455.jpg 1024w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/08/P_Mar_Farm_and_cloth-300x133.jpg 300w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/08/P_Mar_Farm_and_cloth-768x341.jpg 768w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/08/P_Mar_Farm_and_cloth.jpg 1280w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption class="wp-element-caption">ธุรกิจเพาะพันธุ์ชิบะและแบรนด์เสื้อผ้าของมกรณ์&nbsp;</figcaption></figure>
</div>


<h5 class="wp-block-heading"><strong>ใช้แอปฯ ให้คล่อง เป็นหน้าที่ของ User (?)</strong>&nbsp;</h5>



<p>“หลักๆ เลยคือการออกแบบแอปพลิเคชัน เรารู้สึกว่าเป็นงานที่แปลกดีแต่ก็ไม่ได้ไกลตัว ไม่ได้ต่างจากงานกราฟิกดีไซน์ที่เคยทำ เพราะก่อนหน้านี้เราก็เคยทำเว็บไซต์มาก่อน แอปฯ ที่อยู่ในมือถือก็คือเว็บไซต์ที่ย่อลงมา เราเลยคิดว่าเราน่าจะทำได้” เขาเล่าเหตุผลที่ตัดสินใจตกปากรับคำ&nbsp;</p>



<p>ถึงอย่างนั้นก็มีบทเรียนสำคัญที่พี่มะได้เรียนรู้ เมื่อได้เข้ามาทำงานจริง&nbsp;</p>



<p>“เมื่อก่อนเราเคยคิดว่า การใช้งานแอปฯ ต่างๆ ในมือถือ มันเป็นหน้าที่ของผู้ใช้ที่ต้องใช้ให้เป็น แต่พอเข้ามาช่วงแรกๆ เราได้ทำโปรเจกต์รีดีไซน์แอปฯ หนึ่ง ก่อนทำก็ต้องลองเล่นดีไซน์ปัจจุบัน เพื่อดูว่ามีปัญหาอะไร ควรแก้ที่ไหน แต่เรารู้สึกว่ามันไม่มีเลย ด้วยความคิดว่ามันเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องใช้ให้เป็น เราจับผิดแค่ในมุมความสวยงามและสีสัน แต่เราไม่ได้เข้าใจเรื่อง User Experience เลย”&nbsp;</p>



<p>ปุ่มที่ดูแค่แวบเดียวก็รู้ว่ากดแล้วจะไปหน้าไหน คำที่ใช้ในปุ่มต้องเข้าใจได้ง่ายที่สุด นี่คือตัวอย่างของ User Experience หรือ UX ที่พี่มะเพิ่งมาเรียนรู้ที่ Bluebik&nbsp;</p>



<p>“จากนั้นเราก็เปลี่ยนไปเลย กลายเป็นคนช่างจับผิดที่โหลดแอปฯ มาแล้วคิดว่าทำไมเขาออกแบบอย่างนี้ ทำไมไม่ทำอย่างนี้นะ มันจะง่ายกว่าไหม สิ่งเหล่านี้มันย้อนกลับไปตอบตัวเราเองเพราะเหตุผลที่เราดีไซน์คือเราอยากทำของให้ดีขึ้น เราเลยรู้สึกว่างานนี้มันแมทช์กับเรา”&nbsp;&nbsp;</p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>UX/UI คือการเข้าใจคน</strong>&nbsp;</h5>



<p>ทีม Design and Experience หรือ DE นั้นรับผิดชอบงานออกแบบที่หลากหลาย งานของทีมนี้ไม่ได้มีแค่การออกแบบ UX/UI ให้แอปฯ อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่มีตั้งแต่ออกแบบให้แอปพลิเคชัน เว็บไซต์ งาน Branding ไปจนถึงทำ CI (Corporate Identity) Book&nbsp;</p>



<p>สำหรับพี่มะ สิ่งสำคัญที่สุดในงาน UX/UI คือการทำความเข้าใจ ‘คน’&nbsp;</p>



<p>ในโปรดักต์ตัวหนึ่งต่างก็มี ‘ผู้ใช้’ ของมัน สิ่งที่นักออกแบบ UX/UI ต้องทำคือคิดไตร่ตรองว่าใครกันแน่คือผู้ใช้งานโปรดักต์นั้น ทำความเข้าใจ Pain Point ของพวกเขา และคราฟต์งานออกมาให้ตอบโจทย์หรือแก้ Pain Point นั้นมากที่สุด&nbsp;</p>



<p>“วัยรุ่นก็อาจจะมีความต้องการอย่างหนึ่ง ในขณะที่ผู้สูงอายุมีความต้องการอีกอย่าง สมมติมีแอปฯ หนึ่งสวยมากแต่ขนาดตัวหนังสือที่ใช้เล็กมาก คุณพ่อคุณแม่ต้องหยิบแว่นมานั่งส่อง แล้วแอปฯ นั้นมีกลุ่มผู้ใช้เป้าหมายเป็นคนวัยนั้น มันก็ต้องปรับหรือเปล่า” เขาตั้งคำถาม&nbsp;</p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>การเรียนรู้ไม่มีวันหยุด</strong>&nbsp;</h5>



<p>ช่วงแรกที่เข้ามาทำงานกับ Bluebik พี่มะบอกว่า สิ่งที่ต้องปรับตัวเยอะที่สุดคือการที่อดีตกราฟิกดีไซน์เนอร์อย่างเขาต้องปรับตัวให้เข้ากับทีมเทคให้ได้&nbsp;</p>



<p>“เราเคยเข้าไปประชุมกับนักพัฒนา (Developer) พอเข้าไปก็รู้สึกว่าเขาคุยภาษาต่างดาว เป็นคำเทคนิคที่ไม่เข้าใจเต็มไปหมดจนเราจดศัพท์ลงสมุดได้เป็นหน้า สุดท้ายก็ไปเสิร์ชดูคำศัพท์พวกนั้น อันไหนไม่เข้าใจแล้วเราค่อยไปถามว่ามันคืออะไร เพราะมันมีเยอะมาก” เขาเล่า&nbsp;</p>



<p>“ความท้าทายในการทำงาน UX/UI คือเราไม่มีวันหยุดเรียนรู้ได้ นอกเหนือจากเทคโนโลยีที่ก้าวไปทุกวัน ความต้องการของผู้ใช้ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ สิ่งที่เรารู้มาเมื่อ 3-4 ปีก่อน ในวันนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว เราใช้ชุดความรู้เดิมมาตัดสินใจไม่ได้แล้ว ฉะนั้นต้องคอยอัปเดตและทำความเข้าใจ User ใหม่อยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นคำว่า UX ไม่มีวันจบ มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จริงๆ”&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="1920" height="1890" src="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/08/People_Story_Makorn_Team1_DE.jpg" alt="" class="wp-image-6618" srcset="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/08/People_Story_Makorn_Team1_DE.jpg 1920w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/08/People_Story_Makorn_Team1_DE-300x295.jpg 300w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/08/People_Story_Makorn_Team1_DE-1024x1008.jpg 1024w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/08/People_Story_Makorn_Team1_DE-768x756.jpg 768w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/08/People_Story_Makorn_Team1_DE-1536x1512.jpg 1536w" sizes="(max-width: 1920px) 100vw, 1920px" /></figure>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>Empathy คือคีย์หลัก</strong>&nbsp;</h5>



<p>นับแต่วันแรกที่ได้เข้ามาทำงานกับ Bluebik ตอนนี้พี่มะเลื่อนตำแหน่งมานั่งเก้าอี้ Project Manager จากดีไซเนอร์ที่ทำทุกอย่างจบในตัวเอง กลายมาเป็นพี่ๆ ที่ต้องดูแลน้องในทีม สอนงานพวกเขา ในขณะเดียวกันก็เป็นตัวกลางระหว่างลูกค้ากับทีม DE และทีมนักพัฒนา ซึ่งพี่มะยอมรับว่าเป็นงานที่ท้าทายความสามารถของเขาไม่เบา&nbsp;</p>



<p>“เนื้องานไม่ได้เปลี่ยนไปมาก แต่พอเราเริ่มมีคนที่ต้องดูแล ต้องไปโค้ชชิ่งเขา ตรงนี้แหละที่เปลี่ยน&nbsp;</p>



<p>“การบริหารคนมันเหนื่อยแต่ท้าทาย เพราะมันยังเป็นโลกที่เรายังไม่เข้าใจมันเต็มที่ เราเลยอยากจะเรียนรู้มัน เช่น จะทำยังไงให้น้องคนนี้ทำงานที่เราทำได้ เราเคยไปพูดแบบโง่ๆ ว่าก็ตอนนั้นเราก็ทำได้ ทำไมคุณทำไม่ได้ แต่พอได้มาสะท้อนคิดกันทีหลังแล้ว มันเป็นประโยคที่โคตรไร้สาระเลย เพราะคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราเติบโตมาไม่เหมือนกัน การที่คนคนหนึ่งจะทำบางสิ่งได้หรือไม่ได้มันอาจมาจากหลายสาเหตุ&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“จริงๆ เรื่องการดูคนมันก็เกี่ยวข้องกับ UX นะ เราต้องมี Empathy ต่อเขาก่อน เพราะคนที่อยู่ในทีมหรือคนที่เราต้องสอนเขาก็คือ User คนหนึ่ง เราก็ต้องเข้าใจ Pain Point เขาว่าที่เขาทำงานช้ามันเป็นเพราะอะไร เขาอาจไม่เคยทำสิ่งนี้เลยหรือทำสิ่งนี้ไม่เป็น เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาต้องการคือการทำให้ดูก่อนสักรอบไหม หรือแนะนำสิ่งที่เขาต้องไปดูเพื่อเขาจะได้เรียนรู้มันได้ ทุกอย่างในโลกมันกลายเป็น UX ไปหมดเลย&nbsp;</p>



<p>“สำหรับเรา การมี Empathy สำคัญ โดยเฉพาะในยุคสมัยนี้ที่ทุกอย่างเป็นติดเทรนด์ทวิตได้ เรื่องบางเรื่องเซนซิทีฟมาก เมื่อก่อนเวลาพนักงานมาสายหรือทำงานไม่ได้ เราก็อาจจะดุไป แต่จริงๆ แล้วเขาอาจจะมีปัญหาที่บ้านหรือเปล่า ถ้าเราไม่สนใจเขา เราก็อาจจะไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาทำไป เขาทำเพราะอะไร เพราะฉะนั้น Empathy แทบจะเป็น core หลักในการบริหารคนเลยแหละ”&nbsp;</p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>ยินดีถาม ยินดีตอบ</strong>&nbsp;</h5>



<p>แต่พอขึ้นมาเป็นหัวเรือใหญ่ พี่มะก็ไม่ได้หนักใจมาก นั่นเพราะในองค์กร Bluebik เองก็จัดเทรนนิ่งขึ้นมาบ่อยๆ เพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพของคนทำงานทุกระดับ&nbsp;</p>



<p>สิ่งที่ช่วยทำให้สบายใจข้อต่อมาคือวัฒนธรรมในองค์กรที่ทำให้พนักงานสบายใจที่จะแชร์ความรู้กัน หากสงสัยเรื่องไหนก็สามารถเดินไปถามกับคนที่เชี่ยวชาญเรื่องนั้นได้เลย&nbsp;</p>



<p>“บางทีเราสงสัยเรื่องที่เราไม่ได้ถนัด แต่เรามีทีมอื่นอยู่ใกล้ๆ ทำให้เราสามารถเดินไปถามหรือปรึกษาได้ บางทีเห็นงานที่ทีมอื่นเขาทำ เราก็ครูพักลักจำมาบ้าง มันทำให้เราสบายใจว่าถ้าเราติดปัญหาตรงไหน เราก็แค่เดินไปถามคนที่เขาถนัด”&nbsp;</p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>ดูพี่เป็นตัวอย่าง</strong>&nbsp;</h5>



<p>“ถ้าให้วิเคราะห์ดู เราน่าจะเป็นผู้นำสาย ‘ทำให้ดูก่อน’” พี่มะตอบ เมื่อเราถามเขาว่าพี่ใหญ่อย่างเขาเป็นผู้นำสไตล์ไหน&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“ข้อเสียคืองานเราอาจจะเยอะเพราะเราสั่งไม่เก่ง แต่ต้องทำให้ดูเป็นตัวอย่าง แต่มันก็ขึ้นอยู่กับอีกฝั่งว่าจะซึมซับสิ่งที่เราสอนไปแค่ไหนด้วย ทุกวันนี้ก็พยายามปรับอยู่นะ ไม่ว่าจะเป็นสไตล์การโค้ชหรือการแจกจ่ายงาน เราจะตามเช็กเป็นระยะ เพื่อลดงานออกจากตัวเองบ้าง”&nbsp;</p>



<p>พี่มะย้ำว่า ทีมที่ดีคือทีมที่ประกอบไปด้วยคนที่รู้หน้าที่ตัวเองและมีความรับผิดชอบ&nbsp;&nbsp;</p>



<p>“เมื่อก่อนเราจะเป็นคนเคร่งกฎระเบียบมาก แต่หลังๆ มา กับคนที่เขารู้ว่าหน้าที่ของตัวเองคืออะไร เราก็จะไม่ยุ่งกับเขาเลย เพียงแค่อัปเดตกันตามเวลาที่นัดไว้ สิ่งที่จะตามมาคือเรื่องคุณภาพ ถึงเขาจะส่งตรงเวลาแต่งานอาจจะไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร เราก็ต้องฟีดแบ็กไปตามจริงว่างานที่จะส่งให้ลูกค้าได้ต้องเป็นแบบไหน”&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-full"><img decoding="async" width="1920" height="1256" src="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/08/People_Story_Makorn_Team2_DE.jpg" alt="" class="wp-image-6620" srcset="https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/08/People_Story_Makorn_Team2_DE.jpg 1920w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/08/People_Story_Makorn_Team2_DE-300x196.jpg 300w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/08/People_Story_Makorn_Team2_DE-1024x670.jpg 1024w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/08/People_Story_Makorn_Team2_DE-768x502.jpg 768w, https://bluebik.com/wp-content/uploads/2025/08/People_Story_Makorn_Team2_DE-1536x1005.jpg 1536w" sizes="(max-width: 1920px) 100vw, 1920px" /></figure>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>ทำงานที่ภูมิใจและบาลานซ์ให้ดี</strong>&nbsp;</h5>



<p>ตลอด 4 ปีของการทำงานกับ Bluebik ในฐานะหัวเรือของทีม DE เราถามพี่มะว่า อะไรคือสิ่งที่เขาภาคภูมิใจที่สุด&nbsp;</p>



<p>“งานนี้กลับมาตอบโจทย์เรื่องการออกแบบของเรา คือเราออกแบบเพราะอยากจะทำให้สิ่งต่างๆ มันดีขึ้น เพราะฉะนั้น การที่ทำให้อะไรมันดีขึ้นได้สักนิดหนึ่ง เราก็ภูมิใจแล้วนะ” เขายิ้ม แล้วอธิบายต่อ&nbsp;</p>



<p>“เบื้องลึกเบื้องหลังในโปรเจกต์หนึ่งเราอาจจะผ่านอะไรมามากมาย แต่สุดท้ายแล้วเราได้ทำให้มันดีขึ้นหรือเปล่า สมมติได้โปรเจกต์หนึ่งมาจากลูกค้า เราได้ทำให้ธุรกิจของเขาดีขึ้นไหม หรือหากรูปร่างหน้าตาของเดิมมันไม่สวย เราได้ทำให้มันสวยขึ้นหรือเปล่า ในขณะเดียวกัน มุมของคนในทีมเอง เราก็กลับมาคุยกันเรื่อยๆ ว่า มีอะไรที่เราพอจะช่วยเขาได้ไหม ทำให้เขาเก่งขึ้นบ้างไหม”&nbsp;</p>



<p>พี่มะยกตัวอย่างโปรเจกต์ที่ทำแล้วภูมิใจให้ฟังต่อ โปรเจกต์แรกคือแอปพลิเคชันธุรกรรมการเงินของธนาคารแห่งหนึ่งที่พัฒนากันมานาน ทีมต้องดีไซน์จาก UX/UI ที่ผู้ใช้เป็นล้านคนรู้จักดีอยู่แล้วให้กลายเป็นดีไซน์ใหม่ ก็เป็นเรื่องน่าลุ้นว่าฟีดแบ็กจะเป็นยังไง อีกโปรดักต์คือแอปพลิเคชันของธุรกิจยางพาราครบวงจร สิ่งท้าทายคือต้องทำแอปฯ ให้ชาวสวนยางใช้ ระหว่างการพัฒนา ทีม DE ก็ต้องไปสัมภาษณ์เกษตรกรอยู่หลายคน จนสามารถเข้าใจการทำงานของพวกเขาเพื่อพัฒนาแอปฯ ที่ทำให้เกษตรกรขายยางพาราได้ดีขึ้น&nbsp;</p>



<p>“ทำงานมา 4 ปี ก็ยังไม่รู้ทั้งหมดสักที” คือคำนิยามประสบการณ์ที่พี่มะมีให้กับ Bluebik “หมายถึงเราก็ต้องมีเรื่องใหม่ให้ต้องรู้อยู่ตลอด มันไม่เคยมีวันที่เรารู้สึกว่าเราเก่งแล้ว จากตำแหน่งแรกที่เราต้องโฟกัสแต่ตัวเอง ตอนนี้เราต้องโฟกัสเรื่องของคนอื่นด้วย ไม่ว่าจะน้องในทีม ผู้ใช้แอปฯ ลูกค้า หรือพาร์ทเนอร์ มันคือการบาลานซ์ว่าจะทำยังไงให้ทุกฝั่ง Win แล้วอยู่ด้วยกันได้” พี่มะระบายยิ้มทิ้งท้าย&nbsp;</p>



<p><em>และนี่คือการทำงานในทีม Design &amp; Experience ที่ทำให้พี่มะได้เปิดใจเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อน ถ้าใครสนใจอยากเปิดประสบการณ์แบบนี้และเข้าร่วมทีมของเราบ้าง ลองเข้าไปดูตำแหน่งที่ Bluebik กำลังเปิดรับได้ที่ </em><a href="https://bluebik.com/th/job/">https://bluebik.com/th/job/</a><em>ได้เลย</em>&nbsp;</p>



<p></p>
<p>The post <a href="https://bluebik.com/th/stories/3-life-lessons-from-makorn-de/">ไม่รู้ให้ถาม ทำงานให้ภูมิใจ และบาลานซ์ให้ดี 3 สิ่งที่ ‘พี่มะ’ พี่ใหญ่แห่งทีม DE ได้เรียนรู้จาก 4 ปีใน Bluebik</a> appeared first on <a href="https://bluebik.com/th/">Bluebik</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
