ในฐานะผู้หญิง หลายคนอาจต้องเผชิญคำถามที่ว่า “เมื่อตัดสินใจมีลูก จะเอาอย่างไรต่อกับชีวิตการทำงาน” และสำหรับคนที่อยากเปลี่ยนสายงาน หลายคนก็ต้องเผชิญคำถามที่ว่า “จะต้อง Reskill อย่างไร เพื่อพาตัวเองข้ามสายไปสู่สายงานในฝัน” หรือกระทั่ง “จะช้าไปไหมกับการเปลี่ยนสายในวันที่เราเองไม่ใช่ First Jobber แล้ว”
คุณปุ้ย เป็นหนึ่งในคนที่ตอบคำถามเหล่านั้นกับตัวเองได้อย่างหนักแน่น ชัดเจน ปัจจุบันเธอคือ System Analyst (SA) แห่งบลูบิค ที่ตัดสินใจลาออกจากการเป็นคุณแม่เต็มเวลา มาสู่การเป็น ‘Working Mom’ ผู้ใช้ทักษะที่เพิ่ง Reskill มา ในการก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่ และใช้พลังใจอันเต็มเปี่ยมผลักดันตัวเองให้ทำงานไปพร้อมๆ กับที่เลี้ยงลูกวัย 6 ขวบไปด้วยได้อย่างราบรื่นในทุกๆ วัน
ย้อนไปตั้งแต่ตอนที่เพิ่งเรียนจบ เธอคือ ‘บัณฑิตคณะวิทยาศาสตร์’ แห่งมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จากนั้นเธอได้ทำงานเป็น ‘แอร์โฮสเตส’ ยาวนานกว่า 7 ปี โดยระหว่างนั้นก็ยังรับงานอื่นๆ เพื่อเสริมทักษะให้ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นงาน ‘เลขานุการ’ จนถึง ‘เซลล์’ และเมื่อตัดสินใจมีลูก เธอก็เลือกเป็น ‘คุณแม่เต็มเวลา’ ด้วยความตั้งใจที่จะทุ่มเทให้กับลูกใน 3 ขวบปีแรก
และเมื่อถึงเวลากลับมาทำงาน เธอเริ่มจากการเป็น ‘คอนเทนต์ครีเอเตอร์’ พร้อมๆ กับสมัครเข้าโครงการบูทแคมป์เพื่อ Reskill ตัวเองมาสู่สายเทคโนโลยี จนกระทั่งได้เข้ามาเป็น SA ที่บลูบิคในที่สุด
ขณะที่เส้นทางอาชีพไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง คุณปุ้ยคือคนที่ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในชีวิต และไม่เคยยอมแพ้หรือปล่อยให้ตัวเองมองไม่เห็นทางเลยสักครั้ง โดยเฉพาะในวันที่ต้องทำเพื่อลูก และนี่คือเรื่องราวทั้งหมดของเธอ
จากบัณฑิตสายวิทย์ สู่ Cabin Crew
คุณปุ้ยเลือกเรียนคณะวิทยาศาสตร์ด้วยความสนใจด้านชีววิทยา พันธุวิศวกรรม และการทำงานในห้องแล็บ แต่หลังจากเรียนจบ ด้วยแรงบันดาลใจจากพี่สาวที่เป็นแอร์โฮสเตส ทำให้เธอตัดสินใจชิมลางกับเส้นทางใหม่ แม้ในตอนแรกจะรู้สึกว่าอาจไม่ใช่แนวทางของตัวเองนัก แต่ด้วยทักษะภาษาอังกฤษที่ค่อนข้างแข็งแรงจากการเข้าร่วมโครงการ Work & Travel รวมถึงทักษะการสื่อสารกับผู้คนจากงานแล็บ เธอจึงเชื่อว่าจะสามารถนำไปต่อยอดในการเป็นลูกเรือได้
“ตั้งแต่แรกเริ่ม ปุ้ยเป็นคนที่ชอบพูดชอบคุยและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยไม่ยึดติดกับสายที่เรียนมา เพราะเวลาที่เราเดินเส้นทางใหม่ มันไม่ได้หมายความว่าเราต้องทิ้งทักษะหรือประสบการณ์ก่อนหน้าไปเลย แต่เรานำสิ่งเหล่านั้นมารวมกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ค่ะ” คุณปุ้ยกล่าว และเสริมว่า
“ถ้าเราไม่ได้เป็นแอร์โฮสเตส เราจะมองเห็นแต่ด้านที่ต้องใช้ Soft Skill หรือใช้ด้าน Physical เป็นส่วนใหญ่ แต่จริงๆ การเป็นลูกเรือคือการมองภาพรวมและแบ่งบทบาททั้งด้านงานบริการและงานด้านความปลอดภัย ซึ่งแต่ละด้านก็จะมีเชิงลึกในตัวเอง เหมือนการมองภาพรวมในงานแล็บและการมองลึกลงไปในระดับ Organ ตอนที่เราเรียนชีววิทยา”
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่คุณปุ้ยได้รับจากการเป็นลูกเรือยาวนาน 7 ปี คือการพัฒนาทักษะด้านการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เมื่อต้องพบเจอผู้คนมากมายจากหลายมุมโลก รวมถึงการตระหนักรู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า จนถึงการตื่นตัวรอบด้าน และอย่างที่เธอบอก ทักษะเหล่านี้สามารถนำไปต่อยอดกับโอกาสใหม่ๆ ได้เสมอ
เป็น ‘คุณแม่’ ในวันที่พร้อม ทุ่มเทให้ลูกน้อยแบบ ‘เต็มเวลา’
หลังจากทำงานลูกเรือมาเป็นเวลา 7 ปี ก็ถึงเวลาที่คุณปุ้ยเริ่มวางแผนที่จะมีลูก โดยเธอบอกเล่าว่า
“จริงๆ ปุ้ยเป็นคนหนึ่งที่มองว่าการมีลูกไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เราต้องพร้อม ไม่ว่าจะด้านการเงิน เรื่องเวลา เรื่องสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงลูก แต่สำหรับปุ้ย เรื่องความพร้อมทางจิตใจสำคัญที่สุด เพราะเราตั้งใจว่าจะไม่ใช้พี่เลี้ยง เราอยากเลี้ยงลูกเองโดยเฉพาะใน 3 ปีแรก เพราะเด็กๆ จะเรียนรู้การใช้ชีวิตจากคนที่เลี้ยงพวกเขาขึ้นมาค่ะ ดังนั้น วุฒิภาวะของเราต้องพร้อมมากๆ ค่ะ”
ในช่วง 3 ปีแรกนั้นประจวบเหมาะกับช่วงโควิด-19 พอดี เธอจึงทุ่มเทเวลาให้กับการเลี้ยงลูกชายอย่างเต็มที่ พร้อมกันนั้น คุณปุ้ยสื่อสารกับพาร์ทเนอร์อย่างตรงไปตรงมาว่าเธอจะไม่เป็นคุณแม่เต็มเวลาตลอดไป นั่นเพราะ
“วันหนึ่งลูกก็จะเริ่มเข้าโรงเรียนแล้วโตไปมีชีวิตของเค้า เราเองก็ต้องใช้ชีวิตของเรา ไม่ว่ายังไงก็แล้วแต่ เราจะต้องกลับมาทำงานและใช้ชีวิตใน Career Path อย่างที่เราตั้งใจไว้” เธอกล่าว
จนกระทั่งถึงเวลาที่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะกลับมาทำงาน คุณปุ้ยเริ่มพบว่าอาชีพลูกเรืออาจไม่ได้ตอบโจทย์ชีวิตในระยะยาว ด้วยข้อจำกัดด้านอายุที่ยังคงมีอยู่ในสายการบินฝั่งเอเชีย เธอจึงเริ่มวางแผนอื่นๆ และเดินหน้าทันที โดยอาชีพที่เธอเลือกทำในช่วงรอยต่อก่อนกลับเข้าสู่ Career Path เต็มตัวก็คือการเป็น Content Creator ที่เน้นทำคอนเทนต์เรื่องของแม่และเด็กซึ่งนับเป็นชีวิตของเธอเองอยู่แล้ว และที่สำคัญ ทักษะจากการเรียนรู้การทำคอนเทนต์เองทั้งหมดยังสามารถหยิบมาปรับใช้ในงานใหม่ที่กำลังรอเธออยู่อีกด้วย
เส้นทางการ Reskill สู่สายเทคแบบเต็มตัว
ในช่วงโควิด-19 คุณปุ้ยยังเริ่มสนใจสายงานด้านเทคโนโลยี เพราะเห็นภาพว่าเป็นสายงานที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงมาก เธอจึงเดินหน้าศึกษาหาข้อมูลเพื่อ Reskill ตัวเองให้สามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้ จนกระทั่งได้พบกับ โครงการบูทแคมป์ Junior Software Developer ของ Generation Thailand องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ช่วยปรับทักษะให้กับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนสายงานด้านเทคโนโลยี โดยเป็นพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เธอตั้งใจศึกษาหลักสูตร อ่านรีวิวของคนที่เคยเรียนจริง และสมัครสอบสัมภาษณ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จนกระทั่งได้รับทุนจากทางโครงการ ซึ่งคุณปุ้ยเล่าถึงการเรียนรู้ทักษะใหม่ในครั้งนี้ว่า
“เป็นการเรียนที่สนุกและท้าทายมาก เพราะตอนนั้นเรายังเป็นคุณแม่เต็มเวลาอยู่ด้วย เลยต้องจัดการเวลาให้ได้ประสิทธิภาพที่สุด เราต้องตื่นเช้า ส่งลูกไปโรงเรียน แล้วกลับมาเรียนตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น และยังต้องทำการบ้านกับรันงาน Content Creator ไปด้วย”

ภายในบูทแคมป์ เธอได้ศึกษาทักษะ Full-Stack Programming ทั้งยังได้ลองทำโปรเจกต์ของตัวเองโดยหยิบเอาความสนใจของตัวเองมาเป็นสารตั้งต้น ทั้งออกแบบเว็บไซต์ E-Commerce สำหรับเนื้อหาด้านการศึกษาของเด็ก ซึ่งโฟกัสที่ UX สำหรับครูและผู้ปกครองทั้งยังง่ายต่อการจ่ายเงินและดาวน์โหลด รวมถึงทำแอปพลิเคชันด้าน Well-being ที่โฟกัสด้านการสำรวจและบันทึกอารมณ์ความรู้สึก และการจัดการงานที่ต้องทำในแต่ละวัน
และแม้จะเป็นช่วงเวลาที่ท้าทาย แต่สำหรับคุณปุ้ยแล้ว นี่เป็นอีกช่วงเวลาที่เธอภาคภูมิใจด้วยเช่นกัน
“เราดีใจที่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับลูก จากการที่ลูกได้เห็นถึงการเรียนรู้ที่ไม่หยุดนิ่งของคุณแม่ค่ะ” เธอกล่าว

แม้จะผ่านบูทแคมป์มาแล้ว แต่สำหรับคุณปุ้ย การเรียนรู้ไม่ได้จบลงเมื่อเริ่มทำงาน Bluebik เป็นองค์กรที่สนับสนุนการเรียนรู้ต่อเนื่อง ทั้งจากการทำงานจริง การแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เชี่ยวชาญในทีม และการได้รับโอกาสลงมือทำโปรเจกต์ที่หลากหลาย ทำให้เธอสามารถเติบโตจากผู้ที่เพิ่งเปลี่ยนสายงาน สู่การเป็น System Analyst ที่สร้างคุณค่าให้กับลูกค้าได้อย่างมั่นใจ
เส้นทางของ Working Mom ผู้เป็นทั้ง System Analyst คนเก่งแห่งบลูบิค และคุณแม่ของลูกน้อยวัย 6 ขวบ
หลังจากได้เรียนรู้ทักษะการเป็น Developer และลองทำโปรเจกต์ของตัวเองขึ้นมาแล้ว คุณปุ้ยก็มีโอกาสได้รู้จักกับบลูบิคและตัดสินใจสมัครเข้าทำงาน โดยเมื่อได้เข้ามาพูดคุยกันแล้ว เธอตัดสินใจเลือกเดินหน้าในสายงาน SA เนื่องจากเธอเข้าใจตัวระบบทั้ง Forntend และ Backend เป็นอย่างดี อีกทั้งเธอยังมีทักษะด้านการสื่อสารที่โดดเด่นด้วย
“สิ่งที่ทำให้ปุ้ยตัดสินใจเลือกบลูบิค ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยี แต่เป็นเพราะในวันที่กำลังเปลี่ยนสายงาน บริษัทเลือกมองที่ ‘ศักยภาพ’ มากกว่าประสบการณ์ตรงในสายอาชีพ บลูบิคเปิดพื้นที่ให้คนที่พร้อมเรียนรู้ ได้พิสูจน์ตัวเองจริงๆ และมีรุ่นพี่คอยโค้ชและสนับสนุนตั้งแต่วันแรก” เธอบอก
ในที่สุดคุณปุ้ยจึงได้กลับเข้าสู่เส้นทางการทำงานอย่างเต็มตัวในฐานะ Working Mom ผู้เป็นทั้ง System Analyst และคุณแม่ของลูกน้อยวัย 6 ขวบ ในเวลาเดียวกัน
สิ่งที่ต้องทำให้ได้คือการพยายามรักษาสมดุลของทั้งสองด้านให้มีประสิทธิภาพเสมอ ทั้งยังต้องค่อยๆ สื่อสารกับลูกเพื่ออธิบายให้เข้าใจว่าแม่จะต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ต้องมีการวางแผนตารางเวลาล่วงหน้า และในบางกรณีเมื่อมีงานเร่งด่วนที่ทำให้ไม่สามารถไปรับลูกที่โรงเรียนได้ เธอก็ต้องขอความช่วยเหลือจากคุณพ่อกับคุณแม่ของเธอให้ช่วยรับหน้าที่แทน ซึ่งต้องอาศัยการสื่อสารที่เน้นความเข้าใจและถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน
สำหรับปุ้ย ความยืดหยุ่นในการทำงานของบลูบิค ไม่ได้หมายถึงเพียงรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น แต่หมายถึงวัฒนธรรมที่เชื่อใจในความรับผิดชอบของพนักงาน เปิดโอกาสให้ทุกคนบริหารเวลาเพื่อสร้างสมดุลระหว่างงานและครอบครัว โดยยังคงส่งมอบผลงานที่มีคุณภาพได้ เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด เช่น ลูกป่วย หรือมีเหตุจำเป็นในครอบครัว ทีมงานและหัวหน้าก็พร้อมช่วยกันปรับแผนการทำงาน ทำให้เธอสามารถรับผิดชอบทั้งบทบาทคุณแม่และหน้าที่การงานได้โดยไม่ต้องเลือกระหว่างสองสิ่ง

แน่นอนว่าระหว่างทาง Working Mom ย่อมต้องเผชิญความเครียดบ้าง แต่คุณปุ้ยเลือกใช้วิธี “รับรู้แต่ไม่จมไปกับมัน” เพราะที่สุดแล้ว เธอมีกำลังใจสำคัญคือลูกชาย อีกทั้งบลูบิคเองเต็มไปด้วยความยืดหยุ่นในการทำงานอยู่แล้ว ซึ่งช่วยให้เธอจัดการเวลาของตัวเองได้ดียิ่งขึ้น
และโอกาสครั้งนี้ จึงเป็นภาพสะท้อนอย่างดีถึงแนวคิดที่คุณปุ้ยสนับสนุนอย่างยิ่ง นั่นก็คือผู้หญิงไม่จำเป็นต้องเลือก ระหว่างการเป็นแม่กับการทำงาน
สำหรับบลูบิค ความหลากหลายของประสบการณ์ชีวิตเป็นหนึ่งในพลังสำคัญของการสร้างนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ คนที่กำลังเปลี่ยนสายอาชีพ หรือผู้ที่มีเส้นทางการทำงานแตกต่างจากคนทั่วไป ทุกคนสามารถสร้างคุณค่าให้กับทีมได้ หากได้รับโอกาสที่เหมาะสม
“ปุ้ยเชื่อว่าผู้หญิงไม่จำเป็นต้องเลือกแค่อย่างใดอย่างหนึ่งเลยค่ะ เราสามารถทำได้ทั้งสองอย่าง ขึ้นอยู่กับบริบทและแรงผลักดันของแต่ละคน” คุณปุ้ยกล่าว พร้อมสนับสนุนให้ผู้หญิงมองหาเสถียรภาพทางการเงินของตัวเองเพื่อความมั่นคงในชีวิตโดยไม่ต้องผูกติดอยู่กับใครอื่น
และเมื่อชวนให้เธอส่งกำลังใจให้คุณแม่คนอื่นๆ ที่กำลังทำงานไปด้วยพร้อมกับเลี้ยงลูกไปด้วยเหมือนๆ กัน เธอกล่าวว่า
“อยากให้กำลังใจคุณแม่คนอื่นๆ ให้ดูแลสุขภาพกายและใจของตัวเองเสมอ และมองหาเป้าหมายเล็กๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในชีวิตและการทำงานค่ะ สำหรับผู้หญิง ไม่ว่าเราจะมีลูกหรือไม่มีลูก เราก็สามารถมีความฝันใหม่ๆ ได้เสมอ เราไม่จำเป็นต้องฝันก้อนใหญ่เลย เราอาจจะแบ่งมันออกเป็นก้อนเล็กๆ แล้วค่อยๆ ทำไปทีละสเต็ปก็ได้ค่ะ” เธอบอก
ข้อความทิ้งท้าย ถึงคนที่อยากเปลี่ยนสายงานแม้ในวันที่ไม่ใช่ First Jobber แล้ว
สำหรับคุณปุ้ย ไม่ว่าทักษะใดๆ ที่เคยได้สั่งสมมาตั้งแต่ตอนเรียน จนถึงงานแรก และงานถัดๆ ไป ล้วนแต่สามารถนำมาปรับใช้กับโอกาสใหม่ๆ ได้ทั้งสิ้น
ประสบการณ์จากการเป็นลูกเรือ สามารถเชื่อมโยงมาถึงงาน SA ได้ เช่นเรื่องการบริการ ซึ่งผลลัพธ์ที่ต้องการคือความพึงพอใจของผู้โดยสาร เหมือนกับการคำนึงถึงความพึงพอใจของ End User ในงานด้านเทคโนโลยี หรือในงานด้านความปลอดภัย ที่เป็นการใช้ตรรกะในการป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อประสบการณ์ของลูกค้าไปด้วย แต่ก่อนจะไปถึงงาน SA เส้นทางของเธอ เต็มไปด้วยการเรียนรู้จากหลากหลายบทบาท ซึ่งแต่ละช่วงล้วนกลายเป็นรากฐานสำคัญของการทำงานในวันนี้ที่ยังเลี้ยวลดไม่น้อยทีเดียว
เช่นเดียวกันกับประสบการณ์การเป็น Content Creator ก็ว่าด้วยเรื่องการทำความเข้าใจ Requirement และส่งมอบผลงานที่ตอบโจทย์ลูกค้ามากที่สุด ทั้งยังต้องเลือกวิธีการนำเสนอโดยปรับให้เข้ากับบริบทของลูกค้าคนนั้นๆ และไปกันได้กับแนวทางของตัวเอง
ดังนั้น ไม่ว่าจะเคยมาจากสายไหน หากตั้งใจและเลือกที่จะพัฒนาตัวเอง ย่อมพบโอกาสได้เสมอ
ที่บลูบิค เราเชื่อว่าศักยภาพของคนไม่ควรถูกจำกัดด้วยอายุ วุฒิการศึกษา หรือเส้นทางอาชีพที่ผ่านมา แต่ถูกกำหนดด้วยความมุ่งมั่นในการเรียนรู้ การปรับตัว และการลงมือทำ เรื่องราวของคุณปุ้ยจึงไม่ใช่เพียงเรื่องราวของการ Reskill แต่คือภาพสะท้อนของโอกาสที่เกิดขึ้นเมื่อองค์กรพร้อมเปิดประตูให้คนที่มีศักยภาพได้เติบโต และเมื่อคนเติบโต องค์กรก็เติบโตไปพร้อมกัน
“ปุ้ยเชื่อว่าชีวิตการทำงานของคนเราไม่จำเป็นต้องเดินทางเป็นเส้นตรงตลอดไปค่ะ Career Path มันก็คือการเดินทาง บางครั้งอาจต้องสะเทินน้ำสะเทินบก บางทีต้องเปลี่ยนเรือบ้าง หรืออาจต้องเดินเท้าบ้าง แต่ถ้าเรามองว่าระหว่างทางนั้นเราได้เรียนรู้และค้นพบศักยภาพในตัวเองไปเรื่อยๆ มันจะมีแรงผลักดันให้เราเดินทางต่อไป มันเหมือนการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์เลยค่ะ” คุณปุ้ยทิ้งท้าย
สำหรับใครอ่านเรื่องราวของคุณปุ้ยจบถึงตรงนี้ และรู้สึกได้รับแรงบันดาลใจ พร้อมที่จะท้าทายตัวเองในองค์กรที่เปิดกว้างอย่างบลูบิค สามารถดูตำแหน่งที่เปิดรับ และสมัครกันเข้ามาได้ที่ https://bluebik.com/th/job/