Meet the Team

Data Engineer คืออะไร? ถอดรหัส 4 เช็กลิสต์สู่ความเป็นเลิศ และการเติบโตในฐานะ Data Engineer มือทองแห่ง Bluebik

12 พฤษภาคม 2569

By Bluebik

3 Mins Read

อยากรู้จัก Data Engineer จริงๆ? แฟรงค์แห่ง Bluebik เปิดทุกมุม ตั้งแต่บทบาท 4 เช็กลิสต์สู่ความเป็นเลิศ และการเติบโตในสายงานนี้

สำหรับธุรกิจในยุคปัจจุบัน ‘ข้อมูล’ หรือ Data คือทรัพยากรที่มีคุณค่ามหาศาล เพราะข้อมูลที่มีคุณภาพสามารถเปลี่ยนให้กลายเป็น Insight หรือความเข้าใจผู้บริโภคในเชิงลึก ที่ช่วยให้ธุรกิจหรือองค์กรนั้นๆ สามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ คาดการณ์อนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และสามารถใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้

TH ver

และในปัจจุบัน องค์กรส่วนใหญ่มีข้อมูลจำนวนมหาศาล (Big Data) แต่ข้อมูลเหล่านั้นมักจะกระจัดกระจายหรือขาดระเบียบ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมี ‘Data Engineer’ มาเป็นผู้จัดการกับข้อมูลทั้งหลายเหล่านั้นให้ ‘ได้คุณภาพ’ และ ‘พร้อมใช้’ สามารถส่งต่อให้คนทำงานในส่วนอื่นๆ นำไปสร้างคุณค่าและผลกระทบทางธุรกิจให้ได้อย่างทรงพลังที่สุด

รายละเอียดการทำงานของ Data Engineer เป็นอย่างไร สามารถพัฒนาตนเองให้ถึงระดับ Excellence และเติบโตขึ้นได้อย่างไรบ้าง โอกาสนี้ ‘คุณแฟรงค์’ ผู้เป็น Data Engineer มือทองแห่งบลูบิค จะมาู้บอกเล่าให้เราฟัง

Data Engineer: ผู้จัดการข้อมูลให้มี ‘คุณภาพสูงสุด’

“หน้าที่หลักของเราคือการออกแบบและสร้างระบบ เพื่อรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มาประมวลผลและจัดเก็บให้อยู่ในรูปแบบที่ทีมอื่นสามารถนำไปใช้งานต่อได้ง่ายครับ” คุณแฟรงค์กล่าว พร้อมเสริมว่าเป้าหมายสำคัญของ Data Engineer คือการจัดเตรียมข้อมูลที่มีคุณภาพสูงที่สุด เพื่อให้ทีมต่างๆ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างสะดวกและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในเชิงธุรกิจ

“ถ้าเปรียบเทียบกับการสร้างบ้าน Data Engineer ก็จะคล้ายกับคนวางระบบน้ำครับ โดยเรามองว่า Data เป็นเหมือนกับน้ำที่มีอยู่หลายแหล่ง ดังนั้น เราต้องออกแบบว่าจะวางท่อหรือระบบยังไงให้สามารถสูบน้ำจากแหล่งต่าง ๆ เข้ามาได้อย่างเหมาะสมและคุ้มค่าที่สุด ทั้งยังต้องคำนวณว่าต้องสูบน้ำมาเยอะแค่ไหนถึงจะเพียงพอต่อการใช้งาน และหลังจากดูดน้ำเข้ามาแล้ว เราก็ต้องมีกระบวนการฟิลเตอร์หรือทำความสะอาดน้ำให้มีคุณภาพที่ดีก่อนที่จะจัดส่งเข้าไปให้คนในบ้านใช้งาน ซึ่งถ้าน้ำมีคุณภาพดีและสะอาดพอ คนในบ้านจะเอาไปอาบหรือทำอาหารต่อก็มั่นใจได้ สรุปคือคุณภาพของน้ำที่ส่งออกไปนั้นสำคัญมาก และนั่นคือหัวใจหลักในงานที่ผมทำครับ”

และอย่างที่คุณแฟรงค์กล่าว Data Engineer ต้องทำงานกับข้อมูลหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ Structured Data ที่มาพร้อมโครงสร้างชัดเจนที่สามารถดึงตรงจากระบบใหญ่ที่เป็น Big Data ได้ทันที ขณะเดียวกันข้อมูลที่มาในรูปแบบของ Manual File เช่นไฟล์ CSV, Excel หรือไฟล์ Text ทั่วไป รวมถึงข้อมูลแบบ Semi-Structured เช่น JSON หรือรูปแบบ Key-Value ต่างๆ เป็นข้อมูลที่ค่อนข้างท้าทายในการจัดการ โดยคุณแฟรงค์เล่าว่า

“ข้อมูลที่ท้าทายเป็นพิเศษสำหรับผมคือส่วนที่เป็น Free Text หรือไฟล์ข้อความต่างๆ ที่เปิดให้ User สามารถกรอกอะไรลงมาก็ได้ครับ เพราะข้อมูลเหล่านี้ต้องใช้เวลาในการทำความสะอาดเยอะมาก ต้องเขียนโปรแกรมที่ซับซ้อนเพื่อดักจับรูปแบบ (Pattern) ต่างๆ ถ้าเทียบกับ Structured Data ที่ดึงมาจากระบบเป็นรูปแบบตารางอยู่แล้วจะจัดการง่ายกว่ามาก ดังนั้นถ้าถามผม เวลาที่มี Use Case ใหม่เข้ามา แล้วต้องเลือกแหล่งข้อมูล ถ้าเลือกได้ผมอยากเชื่อมต่อกับตัวระบบโดยตรงทั้งหมดครับ ส่วนการใช้ Manual File อย่างการให้คนกรอกข้อมูลลง Excel แล้วเอาไปวางไว้ใน Shared Path หรือ Google Drive เพื่อดึงเข้าระบบ ผมจะเก็บไว้เป็นตัวเลือกสุดท้าย เพราะผมต้องการหา Data Source ที่มีความน่าเชื่อถือและมีโครงสร้าง (Structured Data) ที่ชัดเจนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ครับ”

และเพื่อให้เห็นภาพกระบวนการทำงานได้ชัดเจนที่สุด คุณแฟรงค์ได้สรุป Flow ในการทำงานของ Data Engineer เอาไว้ดังนี้

  1. Requirement Gathering: เริ่มต้นจากการพูดคุยกับทีม Business เพื่อระบุเป้าหมาย (ข้อมูลอะไร, หน้าตาแบบไหน, ความถี่เท่าไหร่ และนำไปใช้ทำอะไร)
  2. System Design: ออกแบบโครงสร้างระบบ ทั้งส่วนการรับส่งข้อมูล (Data Pipeline), การแปลงข้อมูล (ETL) และการวางโครงสร้างจัดเก็บ (Data Model) ให้ตอบโจทย์
  3. Development & SIT: ลงมือพัฒนาระบบจริง พร้อมทำการทดสอบ (System Integration Test) เพื่อเช็กประสิทธิภาพและ Optimize ให้ระบบทำงานได้ดีที่สุด
  4. UAT (User Acceptance Test): นำระบบที่พัฒนาเสร็จมาให้ทีมผู้ใช้งานทดสอบจริง เพื่อยืนยันว่าข้อมูลที่ได้ตรงตามความต้องการทางธุรกิจก่อนนำขึ้นระบบจริง
  5. Production Deployment: เมื่อผ่านการรับรองแล้ว จึงทำการติดตั้งระบบเข้าสู่โพรดักชัน (Production) หรือสภาพแวดล้อมการทำงานจริง
  6. Data Delivery: ส่งต่อข้อมูลที่มีคุณภาพให้กับคนทำงานในขั้นต่อไป ซึ่งมักมี 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ Data Analyst, Data Scientist และ Business Team ที่อาจจะมีทักษะในการ Query ข้อมูลเอง เพื่อนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจได้ทันที

Data Engineer And Growth Environment At Bluebik

คุณแฟรงค์เริ่มต้นสายงาน Data Engineer จากการฝึกงานในทีม Data and Report ที่บริษัทแห่งหนึ่งซึ่งยังไม่ได้แบ่งแยกชัดเจนว่าเป็น Data Engineer, Analyst หรือ Scientist คุณแฟรงค์จึงได้ลองทำทุกอย่างรวมกันทั้งหมด ตั้งแต่วางระบบหลังบ้านให้ทำงานอัตโนมัติ ไปจนถึงการทำ Dashboard วิเคราะห์ข้อมูลออกรายงานให้ผู้บริหาร จากนั้นจึงพบว่า ตนเองชอบและสามารถทำงานส่วนที่เป็นระบบหลังบ้านได้เป็นอย่างดี และพบว่านี่คืองานของ Data Engineer จึงได้มุ่งเป้าในสายงานนี้อย่างเต็มตัว และหลังจากทำงานได้ระยะหนึ่ง รุ่นพี่ของเขาก็เป็นคนชักชวนให้มาเป็น Data Engineer ที่บลูบิค ซึ่งทำให้เขามีโอกาสเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด

“ในมุมมองของผม ความต่างที่ชัดเจนที่สุดของ Bluebik คือการทำงานในลักษณะ Project-based ที่มีความหลากหลายมากครับ ซึ่งความหลากหลายตรงนี้ทำให้เราได้เข้าไปเรียนรู้วิธีการทำงานและการจัดการ Data ของแต่ละองค์กรที่แตกต่างกันออกไปในเชิงลึก อย่างเช่น ผมเคยทำโปรเจกต์ของลูกค้ากลุ่ม Retail มา 2 ที่ ซึ่งแม้จะเป็นธุรกิจประเภทเดียวกัน แต่พอเข้าไปดูระบบข้างในจริงๆ วิธีการจัดการ Data หรือ Workflow ของแต่ละที่ก็ไม่เหมือนกันเลย ผมมองว่าจุดนี้แหละที่เป็นความต่างและเป็นเสน่ห์ที่ทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลาครับ”

คุณแฟรงค์ยังเล่าเสริมถึงข้อดีของการได้ทำงาน Project-based ในหลากหลายอุตสาหกรรมว่า

“การได้เปลี่ยนโปรเจกต์ไปเรื่อยๆ คือสิ่งที่สนุกที่สุดสำหรับผมครับ เพราะทุกครั้งที่เปลี่ยนงาน เราจะได้เจอกับการแก้ปัญหาที่แทบจะไม่ซ้ำกันเลย ต่อให้จะเป็นปัญหาประเภทเดียวกัน แต่ด้วยข้อจำกัดของเครื่องมือหรือ Tools ที่แต่ละที่จัดเตรียมไว้ให้ไม่เหมือนกัน มันบังคับให้เราต้องสร้างวิธีการแก้ปัญหาที่แตกต่างกันออกไปอยู่ดีครับ ผมเลยรู้สึกว่าการได้เผชิญหน้ากับความท้าทายในการวางโซลูชันใหม่ๆ แบบนี้มันสนุกและน่าตื่นเต้นมากครับ”

และเมื่อถามถึงโปรเจกต์ที่ท้าทายที่สุด คุณแฟรงค์มองว่าเป็นโปรเจกต์ที่ทำร่วมกับกลุ่มธุรกิจธนาคาร “งานนี้มี Learning Curve ที่สูงมาก บวกกับเรื่องความปลอดภัย (Security) ที่เข้มงวดสุด ๆ ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การพัฒนาไปจนถึงการขออนุมัติเพื่อ Deploy งาน ซึ่งความละเอียดอ่อนของข้อมูลลูกค้าและข้อมูลส่วนบุคคล (PII) ทำให้เราต้องระมัดระวังทุกจุดแบบพลาดไม่ได้เลย และทำให้เราเก่งขึ้นไปโดยปริยาย”

“โปรเจกต์นี้ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเติบโตขึ้นมากๆ เลยครับ และมากไปกว่านั้น ผมยังได้รับโอกาสในการดีลงานกับลูกค้าโดยตรง ผมสามารถเข้าไปคุยกับทีมลูกค้าด้วยตัวเอง ตั้งแต่วางแผนการทำงาน จัดการระยะเวลา ไปจนถึงการบริหารจัดการภาพรวมทั้งหมดด้วยตัวเอง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือได้รับคำติชม (Feedback) ที่ค่อนข้างดี ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นมากจนสามารถรับผิดชอบทุกอย่างได้จบในคนเดียวครับ” คุณแฟรงค์กล่าว

ไม่เพียงเท่านั้นคุณแฟรงค์ยังเพิ่มเติมอีกว่า ที่บลูบิคมีจุดเด่นในเรื่องของการสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงานร่วมกัน ที่นี่ค่อนข้างเปิดกว้าง ไม่มีระบบอาวุโสที่เคร่งเครียด มีทีมที่พร้อมซัปพอร์ตกันเสมอ อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้คนทำงานสามารถแสดงศักยภาพได้สูงสุดอีกด้วย

“ที่ Bluebik นอกจากการมีบรรยากาศการทำงานที่ดีแล้ว สิ่งที่ช่วยให้เราได้โชว์ศักยภาพสูงสุดคือวัฒนธรรมการทำงานที่เปิดกว้างมากครับ เวลาได้รับโจทย์มา Manager จะไม่เดินมาสั่งว่าต้องทำ 1 2 3 4 แต่เขาจะบอกให้เราไปลองคิดมาดูว่าในมุมของเราจะทำยังไงให้งานมีประสิทธิภาพมากที่สุดตามไอเดียของเราเอง ดังนั้นมันจึงไม่ใช่การทำงานตามสั่ง แต่เป็นการให้โอกาสเราได้เสนอไอเดียแล้วนำมาหารือร่วมกันว่าวิธีที่เราคิดมีข้อด ข้อเสียยังไงบ้าง แล้วพี่เขาก็จะช่วยตบไอเดียให้เข้าที่ เมื่อบวกกับการให้อิสระเราในการวางแผน Timeline และการจัดการงานด้วยตัวเองอย่างเต็มที่ ผมมองว่ามันช่วยให้เราได้ดึงเอาศักยภาพและทักษะที่มีออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่จริงๆ ครับ”

4 เช็กลิสต์สู่ EXCELLENCE หรือความเป็นเลิศในฐานะ Data Engineer

“ในฐานะ Data Engineer ผมมองว่าคำว่า Excellence คือการที่เราสามารถสร้างระบบที่ตอบโจทย์ Business Requirement ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยวิธีการที่เราเลือกใช้ต้องเน้นความเรียบง่าย ไม่ซับซ้อนจนเกินไป แต่ยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยม” คุณแฟรงค์เล่า พร้อมเสริมว่า

“ที่สำคัญคือระบบนั้นต้องไม่ได้มีแค่เราที่เป็นคนสร้างเข้าใจเพียงคนเดียวครับ ต่อให้วันหนึ่งเราไม่อยู่ในโปรเจกต์นี้แล้ว คนที่เข้ามารับช่วงต่อก็ควรจะสามารถทำความเข้าใจระบบที่เราวางไว้ได้ง่าย และสามารถสานต่องานได้ทันทีโดยไม่ต้องเผชิญกับความยากลำบาก ผมว่าจุดนี้แหละคือความหมายของคำว่า Excellence สำหรับผมครับ”

นอกจากนี้ คุณแฟรงค์ยังมีเช็กลิสต์อีก 4 ข้อด้วยกันในการทำให้งานของ Data Engineer แตะระดับ Excellence ได้ นั่นคือ

1. Scalability

“นอกจากการตอบโจทย์และส่งต่อได้ง่ายแล้ว สำหรับผมความหมายของ Excellence ยังรวมถึงการที่ระบบสามารถ Scale Up ได้ง่ายด้วยครับ อย่างเช่นสมมติว่ามี Use Case ใหม่ของธุรกิจนั้นๆ เข้ามา แล้วเราจำเป็นต้องเชื่อมต่อกับ Data Source ตัวใหม่ ระบบหรือเฟรมเวิร์ก (Framework) ที่เราสร้างไว้ควรจะรองรับการสร้าง Pipeline ใหม่มาเชื่อมต่อได้ทันที โดยที่ไม่ต้องใช้ Effort หรือลงแรงแก้ไขอะไรเยอะมากครับ”

2. Data Quality

“อีกข้อสำคัญคือการมี Data Quality ที่ดี ซึ่งพิสูจน์ได้จากการที่เราใช้เครื่องมือตรวจสอบแล้วได้ผลออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์คุณภาพที่สูง ข้อมูลมีความถูกต้องแม่นยำ และที่สำคัญที่สุดคือต้องมีความน่าเชื่อถือ เพื่อให้คนนำไปใช้งานต่อได้อย่างมั่นใจครับ”

3. Service Level Agreement

“อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของความเป็นเลิศในสายงานนี้ คือความสามารถในการบริหารจัดการการส่งมอบงานให้เป็นไปตามข้อตกลงระดับการให้บริการหรือ SLA (Service Level Agreement) ที่เราได้ให้คำมั่นไว้กับทีมต่างๆ อย่างเคร่งครัด ซึ่งการรักษามาตรฐานด้านระยะเวลาและความเสถียรของระบบข้อมูลก็เป็นพื้นฐานในการสร้างความเชื่อมั่นเช่นกันครับ”

4. Business Impact

“หัวใจสำคัญอีกประการของความเป็นเลิศคือการสร้างผลกระทบเชิงบวก (Business Impact) ผ่านข้อมูลที่เราส่งมอบครับ โดยข้อมูลนั้นต้องเป็นทรัพยากรที่ทีมอื่นสามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับงานของเขาได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการวัดผลความเป็นเลิศในจุดนี้ ผมเน้นการบริหารจัดการผ่านกระบวนการรับฟังคำติชม (Feedback Loop) จากผู้ใช้งานโดยตรง เพื่อตรวจสอบว่าข้อมูลที่ได้รับนั้นตอบโจทย์และสร้างประโยชน์ได้จริงหรือไม่”

5 Areas of Growth: 5 การเติบโตในฐานะ Data Engineer แห่งบลูบิค

Info Web

และเมื่อถามถึง ‘การเติบโต’ คุณแฟรงค์มองว่านับตั้งแต่มาทำงานที่บลูบิค เขามองเห็นตัวเองเติบโตขึ้นได้อย่างชัดเจน ทั้งจากความท้าทายในเนื้องาน ความหลากหลายของอุตสาหกรรมที่ได้ร่วมงาน และ Growth Environment ที่บลูบิค ซึ่ง 5 ข้อการเติบโตของเขาก็ได้แก่

1. Technical Skill

“เรื่องแรกเลยก็คือด้าน Technical Skill ครับ การที่ผมได้ทำโปรเจกต์ที่หลากหลาย ทำให้เจอปัญหาใหม่ๆ อยู่เสมอ และได้ลองใช้เครื่องมือใหม่ๆ ที่ช่วยให้ผมมีวิธีการคิดและมีมุมมองในการจัดการปัญหาได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น ซึ่งผมสามารถนำบทเรียนทั้งข้อดีและข้อเสียจากแต่ละงานที่เคยทำ มาประยุกต์ใช้เพื่อเลือกโซลูชันที่ดีที่สุดให้กับงานต่อๆ ไปได้ตลอดเลยครับ”

2. People Management

“การได้มาทำงานที่บลูบิค ทำให้ผมได้เรียนรู้วิธีการรับมือกับปัญหาเรื่องคนได้กว้างขึ้นมากครับ ทั้งการดีลกับทีมฝั่งลูกค้าที่มีความหลากหลาย ทำให้ผมรู้จักปรับวิธีการทำงานให้เข้ากับสไตล์ของแต่ละคนได้ดียิ่งขึ้น เรียกได้ว่าช่วยให้ผมมีทักษะในการบริหารจัดการและรับมือกับสถานการณ์ที่เกี่ยวกับคนได้ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนแบบก้าวกระโดดเลยครับ”

3. Communication and Presentation

“ข้อที่สามก็น่าจะเป็นเรื่องของการสื่อสารและการนำเสนองานครับ ตั้งแต่ขยับมาทำงานสายที่ปรึกษาทางธุรกิจ ผมรู้สึกว่าเราต้องสื่อสารให้เยอะขึ้นและต้องดียิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะการพูดให้ตรงประเด็นและการเรียบเรียงวิธีการนำเสนอให้เข้าใจง่ายที่สุด เพื่อให้คนฟังสามารถเข้าใจในสิ่งที่เราจะสื่อสารได้ตรงจุดและครบถ้วน โดยหัวใจสำคัญเลยคือการปรับจูนเรื่อง Technical ที่ซับซ้อนให้กลายเป็นภาษาที่คนทั่วไปฟังแล้วเข้าใจได้ง่ายขึ้น ไม่ให้เขามองว่าเราพูดภาษาเอเลี่ยนจนสื่อสารกันไม่รู้เรื่องครับ”

4. Teamwork

“ผมรู้สึกว่าตัวเองทำงานร่วมกับทีมได้ดีขึ้นมาก เราสามารถช่วยเหลือหรือซัปพพอร์ตกันในทีมได้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทั้งเรื่องงานหรือแม้แต่เรื่องส่วนตัวที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันครับ ซึ่งตรงนี้ผมรู้สึกว่าพอเรามีความสัมพันธ์ที่ดีและสนิทกับคนในทีมมากขึ้น มันส่งผลบวกทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกันสูงขึ้นตามไปด้วยอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ”

5. Self-Awareness

“อีกหนึ่งการเติบโตที่สำคัญเลยคือเรื่อง Self-Awareness ครับ นั่นคือการที่เรากล้าที่จะยอมรับกับตัวเองว่าเราไม่ได้รู้ทุกเรื่อง และเมื่อเรารู้ตัวว่าเราไม่ได้รู้ทุกอย่าง เราก็กล้าที่จะเดินไปถามรุ่นพี่หรือหัวหน้าให้เขาอธิบายหรือสอนเราเพิ่มเติม ซึ่งมันช่วยให้เราเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญได้เร็วขึ้นมาก นอกจากนี้ผมยังรู้สึกว่าตัวเองกล้าที่จะขอความช่วยเหลือเวลาที่เจอปัญหาหนักๆ จากที่เมื่อก่อนอาจจะคิดว่าเราต้องเก่ง ต้องอยู่ได้ด้วยตัวเองให้ได้ แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่าถ้าส่วนไหนที่ไม่ไหว การขอความช่วยเหลือนั้นเป็นสิ่งที่ดีกว่า เพราะคนอื่นเขาอาจจะมีมุมมองหรือวิธีการที่ช่วยให้เราผ่านปัญหาไปได้ง่ายขึ้น และทั้งโปรเจกต์จะสามารถขับเคลื่อนต่อได้อย่างราบรื่นที่สุดครับ”

ไม่เพียงเท่านั้น คุณแฟรงค์ยังเสริมอีกว่า

“ตั้งแต่เปลี่ยนมาทำงานสายที่ปรึกษาทางธุรกิจ ผมรู้สึกว่าตัวเองใจเย็นขึ้นเยอะมาก อย่างเวลาที่เราเจอปัญหาที่ไม่คาดคิดในงานที่ทำและบรรยากาศเริ่มมีความตึงเครียด เราก็ต้องฝึกคิดแก้ปัญหาให้ไว พร้อมควบคุมวิธีการพูดและท่าทางให้เป็นมืออาชีพที่สุด เพื่อให้งานในตอนนั้นดำเนินต่อไปได้ด้วยดี แล้วหลังจากนั้นเราค่อยกลับมาปรึกษากับทีมว่าจะรับมือยังไง ถ้ามีปัญหาคล้ายๆ กันเกิดขึ้นอีก ซึ่งผมรู้สึกว่าทักษะนี้ ช่วยให้การทำงานในภาพรวมออกมาดีขึ้นมากจริงๆ ครับ”

To be Data Engineer: เตรียมตัวอย่างไร หากอยากเป็น Data Engineer

และสำหรับใครที่สนใจตำแหน่ง Data Engineer คุณแฟรงค์ได้บอกเล่าเอาไว้ว่า

“สำหรับการจบตรงสาย ผมขอใช้คำว่า ‘ได้เปรียบ’ แล้วกันครับ เพราะในวิชาสายคอมพิวเตอร์เราจะได้เรียนพื้นฐานที่จำเป็นมาโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดการฐานข้อมูล (Database Management) การเขียนโปรแกรมขั้นพื้นฐาน (Basic Programming) หรือการออกแบบระบบ (System Design) ซึ่งพวกนี้จะเป็นวิชาพื้นฐานในมหาวิทยาลัยเลยครับ แต่ในขณะเดียวกัน บางอย่างเราก็ต้องเข้ามาเรียนรู้เพิ่มเติมหน้างานอยู่ดี

ดังนั้นสำหรับคนที่อยากเปลี่ยนสายงานมาจริงๆ แต่ยังไม่มีพื้นฐานมาก่อนก็สามารถเรียนรู้ได้ครับ แต่อาจจะต้องใช้เวลาศึกษาและทำความเข้าใจนานกว่าปกตินิดหน่อย เรียกได้ว่าถ้าจบตรงสายมา มันก็จะช่วยให้เราต่อยอดได้ค่อนข้างไวและได้เปรียบกว่าในแง่ของพื้นฐานครับ”

และเมื่อถามถึงทักษะสำคัญในการเป็น Data Engineer คุณแฟรงค์กล่าวว่า

“ถ้าถามผม ทักษะที่สำคัญอันดับแรกเลยคือ Technical Skill ครับ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา Python การใช้ SQL จัดการฐานข้อมูล หรือการใช้ Spark มาช่วยประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ พวกนี้เป็นพื้นฐานที่จำเป็นมากครับ แต่อีกส่วนที่ผมมองว่าสำคัญไม่แพ้กันเลยก็คือเรื่อง Soft Skill โดยเฉพาะทักษะในการสื่อสารและการพูดคุยกับคนอื่น เพื่อให้เราสามารถทำงานร่วมกับทีมอื่นๆ ได้อย่างราบรื่นครับ”

อย่างไรก็ตาม ภาษาอังกฤษก็เป็นอีกหนึ่งทักษะที่ไม่ควรละเลย โดยคุณแฟรงค์อธิบายทิ้งท้ายว่า

“เรื่องภาษาอังกฤษ ถือว่าจะช่วยทลายกำแพงบางอย่างและขยายโอกาสของเราให้กว้างขึ้น เช่นการรับโปรเจกต์จากต่างประเทศ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ที่สำคัญ ภาษาอังกฤษมีผลกับการเรียนรู้เพิ่มเติมครับ ด้วยความที่เป็นสายเทคฯ ส่วนใหญ่คอร์สต่างๆ แทบจะเป็นภาษาอังกฤษล้วนอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าเราได้ภาษาด้วยมันก็จะดีกว่าและช่วยให้เราไปได้ไกลกว่าเดิมแน่นอนครับ”


และสำหรับใครที่สนใจงานสาย Data Engineer ที่บลูบิค สามารถดูรายละเอียดและสมัครเข้ามาได้ที่ https://bluebik.com/th/job/data-engineer/ เรารอคนสายเทคฯ ตัวจริงอย่างคุณมาร่วมทีมด้วยกันอยู่!

12 พฤษภาคม 2569

By Bluebik