สำหรับ คุณสตางค์ แห่งบลูบิค เธอคือสุดยอดที่ปรึกษาทางธุรกิจที่ทั้งเก่งกาจและมีเส้นทางอาชีพที่น่าสนใจ นั่นเพราะเธอเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้เรียนจบตรงสาย โดยคุณสตางค์เรียนด้าน Communication Arts ซึ่งเรียกได้ว่าค่อนข้างห่างไกลจากเรื่องการบริหารธุรกิจ แต่ด้วยความมุ่งมั่นและการฝึกฝนเพื่อพัฒนาตัวเองอย่างเข้มข้น เธอจึงสามารถเติบโตในสายงานนี้ได้แบบก้าวกระโดด
คุณสตางค์เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาคอินเตอร์ และเมื่อเริ่มเข้าสู่ปีที่ 3 ของการเป็นนิสิต เธอเริ่มสนใจการแก้ปัญหาทางธุรกิจ จึงได้สมัครเข้าชมรม Consulting Club ในมหาวิทยาลัย นั่นทำให้เธอได้เริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจและงานสายที่ปรึกษาทางธุรกิจ และมีโอกาสได้ฝึกงานที่บลูบิคจากการชักชวนของรุ่นพี่บลูบิคที่เข้าไปแบ่งปันความรู้ให้กับชมรม เมื่อเรียนจบก็ทำงานต่อทันที โดยหลังจากทำงานได้เพียง 3 ปีครึ่ง เธอก็สามารถก้าวสู่ระดับผู้จัดการได้สำเร็จ
ปัจจุบันคุณสตางค์อยู่ในตำแหน่ง Manager แห่งทีม Management Consulting (MC) ซึ่งมีหน้าที่หลักในการเป็นคู่คิดเชิงกลยุทธ์เพื่อแก้ปัญหาตามโจทย์เฉพาะของแต่ละองค์กร โดยมีขอบเขตงานที่ครอบคลุมตั้งแต่การวางกลยุทธ์หรือวางแผนทิศทางองค์กรระยะยาว 5-10 ปี การช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน (Operations) ภายในองค์กร จนถึงการช่วยแก้ปัญหาด้านเทคโนโลยีเพื่อให้องค์กรสามารถทำ Digital Transformation ได้อย่างยั่งยืนในอนาคต ฯลฯ
นี่เป็นเพียงภาพรวมของงาน Management Consulting แต่หากเจาะลึกลงไปในรายละเอียด กระบวนการทำงานของทีมยังเต็มไปด้วยแง่มุมอีกมากมายที่คุณสตางค์จะมาแบ่งปันกับเราในโอกาสนี้ แน่นอนว่ายังรวมถึงทักษะที่คนทำงานสายที่ปรึกษาทางธุรกิจจำเป็นต้องมีเพื่อไปสู่ความเป็นเลิศ (Excellence) และ ‘5 Areas of Growth’ ของคุณสตางค์ ที่มองเห็นการพัฒนาในตัวเองอย่างแจ่มชัดภายใต้สภาพแวดล้อมในการทำงานสไตล์บลูบิคนั่นเอง
How MC works: เจาะลึกกระบวนการทำงานทีม Management Consulting แห่งบลูบิค
“ถ้าพูดถึง Approach ของแต่ละโปรเจกต์นั้นค่อนข้างจะแตกต่างกันออกไปค่ะ แต่ในทุก ๆ โปรเจกต์จะมีบรรทัดฐานที่ต้องทำเหมือน ๆ กัน โดยสิ่งแรกที่เราจะทำคือการเข้าไปค้นหาปมปัญหาหรือโจทย์ที่แท้จริง (Problem Statement) ให้เจอ ว่าลูกค้าเข้ามาหาเราด้วยความต้องการที่จะแก้ไขอะไรหรือสร้างสิ่งใดให้เกิดขึ้น” คุณสตางค์กล่าว พร้อมเสริมว่า
“จากจุดนี้เราจะนำมาตั้งสมมติฐานเพื่อกำหนดว่าแนวทางที่จะตอบโจทย์นั้น ๆ ต้องครอบคลุมเรื่องอะไรและต้อง Validate ประเด็นไหนบ้าง เมื่อเราวางโครงสร้างเหล่านี้เรียบร้อยแล้ว ลำดับถัดไปจะเป็นการเข้าไปตรวจสุขภาพหรือประเมินองค์กร (Assessment) ตามประเด็นที่เราตั้งไว้ บางองค์กรอาจต้องประเมินความพร้อมของบุคลากร หรือประเมินกลยุทธ์เดิมที่เคยใช้ หรือประเมินสถานะทางการเงินของลูกค้า ซึ่งจะช่วยให้เราเห็นช่องว่างได้ชัดเจน ว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้องค์กรยังไม่สามารถไปถึงเป้าหมายที่ต้องการ และเราต้องเข้าไปช่วยปิดช่องว่างส่วนไหนบ้าง”
อย่างไรก็ตาม การออกแบบกลยุทธ์องค์กรร่วมกับทีมกลยุทธ์เพียงลำพังอาจไม่เพียงพอ เราต้องทำงานร่วมกับทีมปฏิบัติการที่ต้องนำกลยุทธ์ไปใช้จริงด้วย ดังนั้น ทีม Management Consulting ของบลูบิคจึงต้องทำงานอีกขั้น เพื่อตรวจสอบว่า เมื่อคุยกับทีมปฏิบัติงานแล้ว กลยุทธ์ที่วางไว้ยังมีข้อจำกัดหรือไม่ ยังมีส่วนไหนที่ขาดไป เพื่อจะสามารถออกแบบ Road Map และส่งต่อให้ทีมทำงานสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม
และหากให้เปรียบเทียบกับการสร้างบ้านดี ๆ สักหนึ่งหลัง คุณสตางค์มองว่างาน Management Consulting นั้นคือการเป็นทั้งสถาปนิกและวิศวกรในคน ๆ เดียวกัน
“ในวันแรกเลยเราต้องเข้าไปเก็บ Requirement ของลูกค้าก่อน เพื่อทำความเข้าใจคอนเซปต์ที่เขาต้องการ เช่น อยากได้บ้านสไตล์โมเดิร์นหรือวินเทจ รวมถึงต้องเข้าใจข้อจำกัดและบริบทเฉพาะตัวของลูกค้าด้วย เช่น ลักษณะของที่ดิน ทิศทางของแสงแดด หรือเป็นบ้านที่มีโครงสร้างเดิมอยู่แล้วที่ต้องการรีโนเวท หรือต้องการทุบเพื่อสร้างใหม่ทั้งหมด”
“จากข้อมูลทั้งหมดนี้ เราจะนำมาต่อยอดว่า เมื่อนำไอเดียของลูกค้ามารวมกับข้อจำกัดที่มีแล้ว พิมพ์เขียว (Blueprint) ควรจะมีหน้าตาอย่างไร ตัวบ้านควรเป็นแบบไหน มีกี่ชั้น กี่ห้อง และแต่ละห้องมีวัตถุประสงค์การใช้งานอย่างไร เพื่อให้เราสามารถออกแบบได้ตอบโจทย์ลูกค้าที่สุด โดยที่ยังมีความเหมาะสมกับข้อจำกัดและบริบทของเขา ซึ่งส่วนนี้เองที่เรามองว่ามีความคล้ายคลึงกับงานของสถาปนิกค่ะ”
“อีกส่วนหนึ่งที่เรามองว่าคล้ายกับงานที่ปรึกษาทางธุรกิจก็คือส่วนของวิศวกร เนื่องจากในแต่ละโปรเจกต์ เราไม่ได้ออกแบบเพียงแค่ภาพลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่เราต้องสร้างความมั่นใจด้วยว่าบ้านที่ออกแบบไว้นั้นสามารถใช้งานได้จริง มีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพเพียงพอ เช่น โครงสร้าง ระบบไฟฟ้า และระบบประปา ซึ่งในหลายโปรเจกต์ เราจำเป็นต้องลงรายละเอียดลึกถึงจุดนี้เช่นกัน”
“ที่สุดแล้วในฐานะที่ปรึกษาทางธุรกิจ เราต้องทำการประเมินให้ชัดเจนว่าลูกค้าแต่ละรายหรือแต่ละอุตสาหกรรมมีจุดแข็งหรือจุดอ่อนอย่างไร ความพร้อมของระบบและบุคลากรในองค์กรเป็นอย่างไร เพื่อที่เราจะสามารถออกแบบแผนกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการ และสร้างประสิทธิภาพสูงสุดจากการพิจารณาบริบทของลูกค้าอย่างครบถ้วนแล้วค่ะ” คุณสตางค์กล่าว
What Makes an EXCELLENT Consultant at Bluebik: ทักษะไหนบ้างที่จะนำไปสู่ความเป็นเลิศ ณ บลูบิค
ในมุมมองของคุณสตางค์ คนเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจต้องมี 3 ทักษะพื้นฐานที่จะขาดไปไม่ได้ นั่นคือ
1. Structure Thinking: การคิดเชิงโครงสร้าง
“เนื่องจากเวลาที่เราพบกับลูกค้าแต่ละราย เขามักจะมาพร้อมกับปัญหาที่ค่อนข้างหลากหลายและซับซ้อนมาก ลูกค้าบางเจ้าอาจจะยังไม่ได้มีขอบเขตงานหรือโจทย์ที่ชัดเจนขนาดนั้น จึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้อง Breakdown โจทย์ที่อาจจะมีความยุ่งเหยิงมาก ๆ เหล่านั้นออกมา เพื่อแยกแยะให้เจอว่า ‘แก่นสำคัญ’ หรือความต้องการที่แท้จริงของเขาคืออะไร จากนั้นเราจะนำแก่นนี้ไปวิเคราะห์หาปัจจัยหลัก (Key Driver) ต่อ ว่าสิ่งไหนที่มีผลกระทบสำคัญต่อโจทย์นี้ และจัดลำดับความสำคัญว่า สิ่งไหนสำคัญมากหรือน้อยกว่ากันสำหรับการแก้โจทย์นั้น ๆ ซึ่งทักษะกระบวนการคิดตรงนี้ถือเป็นสิ่งที่คนทำงานสายที่ปรึกษาทางธุรกิจที่ดีจำเป็นต้องมีไว้เป็นพื้นฐานค่ะ”
2. Critical Thinking: การคิดเชิงวิพากษ์
“ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์เป็นสิ่งที่รุ่นพี่หลายคนเน้นย้ำกับเราเสมอ ว่าเราควรจะตั้งโจทย์อย่างไร หรือจะตั้งคำถามที่ถูกต้องได้อย่างไร รวมถึงการหมั่นตั้งคำถามกับสมมติฐานของตัวเอง เพื่อค้นให้เจอว่าอะไรคือแก่นของคำตอบที่เราต้องการจริง ๆ เพราะถ้าเราตั้งโจทย์ผิดตั้งแต่วันแรก กระบวนการทำงานทั้งหมดที่ตามมาในอนาคตก็จะผิดพลาดไปทั้งหมด หรือในบางครั้งถ้าเราไม่ตั้งคำถามกับสิ่งที่ตัวเองคิดเลย ผลลัพธ์สุดท้ายที่ออกมาก็อาจจะเป็นเพียงไอเดียที่ผิวเผิน ไม่ได้มีความลึกซึ้งหรือเฉพาะเจาะจงมากพอสำหรับลูกค้าแต่ละรายหรือโจทย์นั้น ๆ”
3. Story Lining: การวางโครงเรื่อง
“สำหรับทักษะการวางโครงเรื่องเพื่อสื่อสารคำตอบที่จะสามารถแก้โจทย์นั้น ๆ ให้เกิดความเข้าใจและนำไปสู่การปฏิบัติจริง เป็นสิ่งที่เมื่อเราเติบโตขึ้นในสายงาน เราก็จำเป็นต้องแสดงศักยภาพด้านนี้ออกมาให้ชัดเจน และจะถูกคาดหวังในทักษะนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกว่าจะลำดับเรื่องราวอย่างไร การวางเรื่องเล่าเชิงกลยุทธ์ หรือการเลือกมิติในการเล่าให้กับเรื่องนั้น ๆ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์และความเข้าใจสูงสุด ซึ่งหัวใจสำคัญคือการเชื่อมโยงเนื้องานทั้งหมดที่เราทำมาตลอดทั้งโปรเจกต์เข้าด้วยกัน เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจได้ง่าย”
“นอกจากนี้ เรายังต้องรู้จักวิธีสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มที่แตกต่างกันด้วย เพราะลูกค้าบางเจ้าอาจต้องการข้อมูลในเชิงลึกเพื่อความเข้าใจที่ครบถ้วน ในขณะที่บางเจ้าอาจต้องการเนื้อหาที่ย่อยมาให้แล้วเพื่อให้เข้าใจได้ทันที ดังนั้น เราจึงต้องมีเทคนิคการนำเสนอที่ Convincing และสามารถสื่อสารได้อย่างตรงประเด็นที่สุดค่ะ”
อย่างไรก็ตาม นอกจาก 3 ทักษะพื้นฐานที่บอกเล่าไว้ข้างต้น ในฐานะ Manager ยังมีอีกทักษะที่ต้องพัฒนานั่นคือเรื่องของ ‘ทักษะการบริหารจัดการ’ อย่างที่คุณสตางค์เล่าว่า
“เมื่อก้าวขึ้นมาเป็นระดับ Manager เราต้องรับหน้าที่บริหารจัดการโปรเจกต์ทั้งภายในและภายนอก ในส่วนของงานภายใน เราต้องพิจารณาจากกำลังคนและกรอบเวลาที่มี เพื่อจัดสรรงานให้เหมาะสมว่าสมาชิกคนไหนควรรับผิดชอบส่วนใด และแต่ละคนควรใช้เวลาทำงานเท่าไหร่ รวมถึงต้องรู้วิธีการพัฒนาทักษะน้อง ๆ ในทีม เพื่อให้งานเดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่เราตั้งไว้ได้”
“ขณะเดียวกัน เราต้องบริหารจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด รวมถึงฝั่งลูกค้าด้วย ซึ่งลูกค้าแต่ละองค์กรก็มีความซับซ้อนที่แตกต่างกันไป บางรายอาจต้องการเข้ามามีส่วนร่วมกับเราอย่างมากและอยากทำงานอย่างใกล้ชิด ซึ่งเราก็ต้องหมั่นอัปเดตงานกับเขาบ่อยครั้ง หรือลูกค้าบางรายอาจให้ความสำคัญกับการนัดประชุมแต่ละครั้งที่มีเนื้อหาที่เข้มข้นและครบถ้วนในคราวเดียวมากกว่า”
“ดังนั้น ตรงนี้จึงเป็นบทบาทสำคัญของ Manager ที่จะต้องจัดสรรคนและเวลาอย่างไร เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุด ในขณะที่ยังทำให้ทีมสามารถทำงานได้อย่างลื่นไหลที่สุดค่ะ”
และสำหรับการไปสู่ ‘Excellence’ คุณสตางค์บอกเล่าถึงนิยามและเทคนิคที่ใช้ประจำว่า
“Excellence หรือความเป็นเลิศของงานด้านที่ปรึกษาทางธุรกิจ คือผลลัพธ์สุดท้ายที่เราส่งมอบออกไป ซึ่งเราไม่ได้ต้องการให้มันเป็นเพียงแผนงานที่อยู่บนหน้ากระดาษเท่านั้น แต่เรามองไกลไปถึงขั้นที่ว่า แผนนั้นต้องสามารถนำไปปฏิบัติจริง (Implementation) ได้ เพื่อสร้างมูลค่า (Value) ให้กับลูกค้า และที่สำคัญคือต้องสามารถวัดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้จริงค่ะ”
“และหนึ่งในเทคนิคสำคัญที่ช่วยให้เราก้าวไปถึงจุดที่เป็น Excellence ได้ คือในทุกครั้งที่เราจะส่งมอบงานหรือสื่อสารอะไรออกไป เรามักจะย้ำให้ทีมหันกลับมาพิจารณาที่ความลึก (Depth) และความเฉพาะเจาะจง (Specificity) ของงานว่า สิ่งที่เราสื่อสารหรือแนะนำออกไปนั้น มีความเจาะจงที่มากพอกับลูกค้าคนนั้น ๆ แล้วหรือยัง”
“เทคนิคง่าย ๆ คือการตั้งคำถามกับตัวเองบ่อย ๆ ว่า ถ้าเราพูดประโยคนี้ออกไป แล้วประโยคเดียวกันนี้สามารถนำไปใช้กับลูกค้าอีกรายที่ต่างกันได้หรือไม่ ถ้าหากมันสามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกคนเหมือน ๆ กันหมด เรามองว่านั่นอาจจะยังไม่มีความเฉพาะเจาะจงที่เพียงพอ และอาจนำไปปฏิบัติจริงได้ยาก ดังนั้นเราจึงต้องตรวจสอบความลึกและความชัดเจนให้ตรงกับบริบทของลูกค้าแต่ละรายเสมอค่ะ”
Growth Environment at Bluebik: สิ่งแวดล้อมในการทำงานสไตล์บลูบิคกับการเติบโตก้าวกระโดด
และเมื่อถามว่าคุณสตางค์เองสามารถขึ้นเป็น Manager ได้อย่างไร จากการทำงานเพียง 3 ปีครึ่ง คำตอบที่คุณสตางค์เน้นย้ำชัดเจนก็คือ “ที่บลูบิคเปิดโอกาสให้คนได้โตไวอยู่แล้วค่ะ”
“อย่างไรก็ตามคิดว่าเหตุผลหนึ่งที่น่าจะมีส่วนก็คือ ตลอดเวลา 3 ปีครึ่งตรงนี้ เราได้ลองทำหลาย ๆ โปรเจกต์มาก ๆ ซึ่งเปิดโอกาสให้เราได้ลองท้าทายตัวเองในหลาย ๆ แบบ แล้วก็พิสูจน์ตัวเองได้ว่า จากคนที่ยังมีข้อจำกัดเนื่องจากไม่ได้เรียนมาด้านนี้โดยตรง แต่พอเราได้ลองไปอยู่ในหลาย ๆ โปรเจกต์ที่ท้าทายให้เราเพิ่มพูนหลาย ๆ ทักษะ มันทำให้เราพัฒนาขึ้น”
“มีบางโปรเจกต์ที่เราต้องเริ่มจากศูนย์ แต่เราต้องฝ่าฟันมันไปให้ได้โดยทำให้ทักษะตัวเองเพิ่มเป็นหนึ่งร้อย เช่นเราเคยอยู่ในโปรเจกต์ที่ทำ Tech Transformation กับบริษัทที่เวียดนาม หรือเคยต้องไปนั่งเป็น PMO กับลูกค้ารายหนึ่งประมาณหกเดือน หรือ ณ ตอนนี้ที่เราได้ทำโปรเจกต์ที่มีความเกี่ยวข้องกับทักษะด้านการเงินมาก ๆ เหล่านี้คือโอกาสให้เราได้ผลักดันตัวเองให้มากที่สุด และคนที่เห็นคือลูกค้า คือหัวหน้าเรา นี่อาจเป็นส่วนหนึ่งที่คิดว่าทำให้เราได้โปรโมตค่อนข้างเร็วค่ะ”
ด้วยความที่บลูบิคมีโปรเจกต์ที่หลากหลาย จึงทำให้คุณสตางค์ได้เรียนรู้ตลอดเวลาและเห็นข้อจำกัดที่แท้จริงของแต่ละอุตสาหกรรม โดยเธอมองว่า
“หากเราเอาแต่นึกภาพโดยไม่ได้ลงมือทำจริง เราจะไม่มีทางเห็นภาพที่ชัดเจนได้เลย ประสบการณ์เหล่านี้จึงเป็นฐานสำคัญที่นำไปต่อยอดได้เป็นอย่างดี โดย Director และ Associate Director ที่นี่ ก็พร้อมเปิดโอกาสให้เราได้กระโดดเข้าสู่งานที่เราอยากลองท้าทายตัวเองได้เสมอ จึงค่อนข้างเป็นโอกาสสำคัญของทุกคนเลยที่จะสามารถพูดคุยกันว่าทิศทางในอนาคตเราอยากโตไปเป็นแบบไหน อยากทำโปรเจกต์แบบไหน ทำให้เราไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาตัวเองค่ะ”
และเมื่อถาม ‘โจทย์ที่ท้าทายที่สุด’ คุณสตางค์บอกเล่ากับเราว่า
“บางครั้งขอบเขตงานก็กว้างมากค่ะ อย่างโจทย์ที่เราทำอยู่ตอนนี้คือการทำ Organization Transformation ในทุกมิติ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่เรื่อง Business Transformation เพื่อวางทิศทางธุรกิจในอนาคต ว่าเขาควรตั้งเป้าไปที่กลุ่มลูกค้าไหน หรือรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่จะขับเคลื่อนต่อไปคืออะไร ซึ่งลำพังแค่โจทย์นี้ก็ถือว่ามีความท้าทายในตัวมันเองอยู่แล้ว”
“ถัดมาคือการทำ Process Transformation เพื่อดูว่าด้วยภาพของธุรกิจในอนาคตที่ต้องการจะเป็นนั้น กระบวนการทำงานทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านควรเป็นอย่างไร เพื่อให้สามารถสนับสนุนเป้าหมายและกลยุทธ์ทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
“อีกส่วนที่สำคัญและมาคู่กันคือเรื่อง Tech Transformation เพื่อวางโรดแมปด้านเทคโนโลยีว่าควรนำระบบไหนเข้ามาใช้ หรือควรนำ AI เข้ามาช่วยลดภาระงาน Manual และเพิ่มประสิทธิภาพของงานให้ได้สูงสุด”
“สุดท้ายยังมีเรื่องของบุคลากรที่เพิ่มเข้ามา คือการช่วยปรับโครงสร้างองค์กร (Reorganization) ว่าจากแผนงานทั้งหมดที่วางมา เขาควรจัดการองค์กรอย่างไรเพื่อให้สามารถส่งมอบงานได้จริง และมี Governance ที่เหมาะสมกับทิศทางธุรกิจใหม่”
“ดังนั้นพอโจทย์กว้างขนาดนี้ เราจึงต้องผลักดันให้ทีมงานเข้าใจทั้งมิติของ Business, Process, Tech และ People ขององค์กรให้ได้ตั้งแต่ช่วงแรกของโปรเจกต์ เพื่อให้เราสามารถออกแบบข้อเสนอแนะทั้งหมดได้ภายในกรอบเวลาที่กำหนด ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทายอย่างมาก เพราะเราต้องเข้าไปประเมินองค์กรในทุกมิติและต้องสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่ทีมกลยุทธ์ ทีมปฏิบัติการ ระดับบริหาร ไปจนถึง CEO ซึ่งต้องใช้ทักษะที่หลากหลายมาก แต่ขณะเดียวกันก็เป็นโปรเจกต์ที่ค่อนข้างสนุก และช่วยให้คนในทีมเติบโตได้ดีมากเช่นกันค่ะ”
5 Areas of Growth: 5 การเติบโต จากคนเรียนไม่ตรงสาย สู่สุดยอด Manager แห่งทีม MC

หลังผ่านความท้าทายมากมาย 5 ข้อที่คุณสตางค์มองว่าเป็นการเติบโตที่เด่นชัดและน่าประทับใจที่สุดก็ได้แก่
1. Business Understanding
“การทำงานด้านที่ปรึกษาเป็นประตูบานสำคัญให้เราได้มองเห็นธุรกิจในหลายแง่มุม เราได้ทำงานกับทั้งระดับผู้บริหารจนถึงระดับปฏิบัติงาน ซึ่งมุมมองของแต่ละคนก็ต่างกัน ความเข้าใจในธุรกิจของแต่ละคนก็ต่างกัน และการที่เราได้เข้าไปประเมินองค์กรของเขาอย่างใกล้ชิด ทำให้เราสามารถทำความเข้าใจธุรกิจนั้นได้อย่างถ่องแท้ จนสามารถมองเห็นทุกองค์ประกอบขององค์กรเชื่อมโยงกันเป็นสายพาน ตั้งแต่ต้นจนจบ เข้าใจกระบวนการตั้งแต่หน้าบ้านไปจนถึงหลังบ้านได้อย่างชัดเจนค่ะ”
2. Systematic Thinking
“การฝึกคิดอย่างเป็นระบบก็เป็นอีกข้อสำคัญ ในช่วงเริ่มต้นของสายงานนี้ เมื่อได้รับโจทย์มา เราต้องเริ่มวางโครงสร้างความคิดก่อนเลย ว่าระบบการคิดของเราควรเป็นอย่างไร ต้อง Research ในส่วนไหนบ้าง และจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาสรุปให้เข้าใจง่ายได้อย่างไร และเมื่อเราเติบโตขึ้นในสายงาน เราต้องขยับมามองภาพรวมของทั้งโปรเจกต์ ซึ่งการฝึกทำงานอย่างเป็นระบบแบบนี้ จะยิ่งแข็งแรงและเฉียบคมขึ้นเรื่อย ๆ ตามประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นค่ะ”
3. Problem Solving
“แน่นอนว่าการทำงานสายที่ปรึกษาหลัก ๆ แล้วก็คือการแก้ปัญหา แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะเน้นย้ำก็คือ งานสายนี้ไม่ใช่เพียงแค่การแก้โจทย์ทางธุรกิจที่ได้รับมา แต่ยังรวมถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาการทำงานด้วย เพราะเรามักจะมีข้อจำกัดทั้งเรื่องเวลาและทรัพยากร อีกทั้งฝ่ายที่เกี่ยวข้องแต่ละฝ่ายก็มีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน รวมถึงในหนึ่งโปรเจกต์มักจะมีจุดที่ต้องพึ่งพากัน (Dependency) ระหว่างส่วนงานต่าง ๆ มากมาย จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เราจึงต้องฝึกทักษะในการแก้ปัญหา เพื่อให้ทุกทีมสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น และบรรลุเป้าหมายตามกรอบเวลาที่กำหนด”
4. Collaboration
“คนที่เราต้องทำงานด้วยมีเยอะมาก ทั้งคนในบลูบิค ทั้งฝั่งลูกค้าอีกหลากหลายทีม เราต้องเริ่มแกะแล้วว่าการทำงานกับแต่ละคนต้องทำอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สื่อสารอย่างไรให้เหมาะกับบริบทของแต่ละคน ซึ่งทักษะเหล่านี้มาจากการสั่งสมประสบการณ์และการลองผิดลองถูก ในช่วงแรกเราอาจจะยังไม่มีโอกาสได้สื่อสารกับกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้บริหารระดับสูงมากนัก จึงอาจจะยังมองไม่เห็น Hidden Agenda หรือความต้องการของเขาที่อาจไม่ได้สื่อสารออกมาโดยตรง แต่เมื่อประสบการณ์มากขึ้น เราจะเริ่มเรียนรู้และเข้าใจว่า หากเขาสื่อสารในรูปแบบนี้ สิ่งที่เขาต้องการจริง ๆ คืออะไร ซึ่งความเข้าใจนี้เองที่ช่วยให้เราสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด”
5. Critical Thinking
“ข้อนี้เป็นข้อที่เรามองเห็นว่าตัวเองเติบโตชัดที่สุด เราคิดว่าเด็กไทยบางส่วนอาจโตขึ้นมาโดยไม่ค่อยถูกสอนให้วิพากษ์สิ่งที่ตัวเองคิดเท่าไหร่ ซึ่งอาชีพที่ปรึกษาคือการท้าทายสิ่งที่ตัวเองคิดตลอดเวลา เรามักจะได้คำแนะนำจากหัวหน้าว่าต้องรู้จักตั้งคำถามกับสิ่งที่ตัวเองคิด เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากเรายอมรับคำตอบแรกโดยไม่ตั้งคำถาม ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจเป็นเพียงงานที่ผิวเผินและขาดคุณภาพ ดังนั้นงานนี้จึงสอนให้เราฝึกตั้งคำถามกับตัวเองซ้ำ ๆ ว่า ‘สิ่งนี้ใช่สิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้วหรือยัง’ และ ‘ถ้ายังไม่ใช่ มีความเป็นไปได้อื่นอีกไหม’ เพื่อให้ได้คำตอบที่แม่นยำและเหมาะสมกับบริบทมากที่สุด เมื่อเทียบกับวันแรกที่เพิ่งเรียนจบ เรามองเห็นความเปลี่ยนแปลงในทักษะด้านนี้ของตัวเองได้อย่างชัดเจนมากค่ะ”
Consulting Career Guide: คำแนะนำเล็ก ๆ สำหรับคนที่อยากทำงานด้านที่ปรึกษา (แต่อาจจบไม่ตรงสาย)
“สำหรับการทำงานในสายที่ปรึกษาทางธุรกิจ หลายคนอาจจะยังไม่กล้าก้าวเข้ามา เพราะกังวลว่าต้องจบด้านบริหารธุรกิจโดยตรง หรือต้องมีประสบการณ์แข่งทำ Business Case มาก่อน แต่ในความจริงแล้วนั่นไม่ใช่ทั้งหมดค่ะ” คุณสตางค์กล่าว และตัวเธอเองคือตัวอย่างที่ชัดเจน
“อย่างตัวเราเองที่เรียนจบด้านนิเทศศาสตร์ ในช่วงเริ่มฝึกงาน เราอาจต้องทุ่มเทเพื่อเสริม Hard Skill มากกว่าคนอื่นเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นการคิดคำนวณ ตรรกะเชิงธุรกิจ การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการดึง Insight ต่าง ๆ แต่เราเชื่อมั่นว่าทักษะเหล่านี้เป็นสิ่งที่เรียนรู้และฝึกฝนกันได้ผ่านการลงมือทำจริง เพียงแค่ในช่วงแรกเราต้องผลักดันตัวเองให้หนักขึ้นอีกนิด เพื่อให้ปรับตัวเข้ากับโปรเจกต์ได้อย่างรวดเร็ว”
“สุดท้ายแล้ว เราอยากบอกทุกคนว่า คุณไม่จำเป็นต้องจบธุรกิจก็เป็นที่ปรึกษาได้ เพราะทุกคนสามารถเรียนรู้และเติบโตได้เสมอ ขอเพียงแค่คุณเตรียมความพร้อมใน 3 ทักษะพื้นฐานมาให้ดี คุณก็สามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางนี้ได้อย่างมั่นใจค่ะ”
และนี่คือเรื่องราวของคุณสตางค์ที่การจบไม่ตรงสายไม่ใช่ข้อจำกัดในสายงานที่ปรึกษา และเป็นบทพิสูจน์ว่า การพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง สามารถทำให้เราเติบโตในสายอาชีพได้เสมอ
—
หากคุณคือคนทำงานสายที่ปรึกษาและกำลังมองหางานสุดท้าทายที่ทำให้คุณเก่งขึ้นในทุก ๆ วัน เราอยากลองคุณมาร่วมทีม Management Consulting ด้วยกัน สมัครเข้ามาได้เลยที่ https://bluebik.com/th/job/ หรือจะส่ง CV มาให้แผนก Recruitment ของเราทางอีเมล [email protected]