fbpx
Our people’s stories 27 August 2021

Interview: Bluebik Management Consulting Accelerator Program #1

ทำความรู้จักกับน้องๆ MCAP 

  1. แฟรงค์ ภาสวิชญ์ ปุณยหทัยกุล บัณฑิตคณะบริหารธุรกิจบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Major Accounting)
  2. ปูน ภูมิภพ อารีย์สว่างกิจ นักศึกษาปีที่ 4 คณะบริหารธุรกิจบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Double major Finance-Accounting)
  3. พีซ กฤตภาส ตันติสุวรรณกุล นักศึกษาปีที่ 4 คณะบริหารธุรกิจบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Major Finance และ minor Marketing)
  4. หลิงหลิง ธรธร สวาสดิ์ธรรม นิสิตปีที่ 4 คณะบริหารธุรกิจบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Major Finance)
  5. พิณ พิณระวี อธิประยูร นักศึกษาปีที่ 3 คณะบริหารธุรกิจบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Double major Finance-Accounting)
  6. โจ รวินท์ บุนะจินดา นักศึกษาปีที่ 3 Boston University (Major Computer Science และ minor Business Administrations)

รู้จักและเริ่มเข้ามาฝึกงานกับบลูบิคในโปรแกรม MCAP ได้อย่างไร

พีซ: รู้จักโครงการ MCAP ของบลูบิคจาก Road tour ที่คณะจัดขึ้น ซึ่งตอนนั้น พีซอยากรู้ว่าเวลาคอนซัลต์ทำงานจริงๆ ต้องทำยังไงบ้าง ก็เลยเป็นเหตุผลแรกในการเลือกฝึกงานที่บริษัทคอนซัลต์ส่วนอีกเหตุผลคือ พีซเป็นคนที่ชอบพวก เทรนด์เทคโนโลยี อะไรพวกนี้อยู่แล้วด้วย ซึ่งมันก็ตรงกับจุดขายของบลูบิคเช่นกัน หลังจากส่ง Resume เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะมีให้ทำเคสสัมภาษณ์เป็นเวลา 1 สัปดาห์ อันนี้ก็ไม่ได้ยากมาก เพราะเหมือนกับทำ Case competition นิดหน่อย และพอรอบถัดมา ก็มีเป็นสัมภาษณ์ 1 ชั่วโมง แบ่งออกเป็นเรื่องวัฒนธรรมองค์กร 30 นาที และ Case interview 30 นาที โดยจะให้โจทย์ ณ ตอนนั้น และให้เตรียมข้อมูลเพื่อตอบคำถามว่า ถ้าเป็นเรา จะเลือกแผนดำเนินงานแบบไหน เพราะอะไร ให้คิดตาม หาข้อมูลมาสนับสนุนให้ได้มากที่สุด

แฟรงค์: รู้จักบลูบิคจากเพื่อนและรุ่นน้องที่เคยมาลองฝึกงานก่อนหน้านี้ครับ เหตุผลที่ตอนนั้นตัดสินใจเลือกที่นี่ ก็เพราะว่าเป็นบริษัทขนาดไม่ใหญ่ครับ การที่เราได้ทำงานบริษัทใหญ่เนี่ย ผมมองว่า โอกาสจับงานจริง ได้รับ Ownership อาจจะน้อย แต่สำหรับบลูบิคเนี่ย ผมสัมผัสได้ว่า ถ้าเข้ามา จะได้เข้าถึงโปรเจกต์ลูกค้าจริง ๆ และก็น่าจะได้เห็นประสบการณ์ทำงานเบื้องลึกครับ แล้วก็เรื่องของความเชี่ยวชาญต่าง ๆ ที่มีการผสมผสานระหว่างด้านธุรกิจ เทคโนโลยี และดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ทำให้ผมยิ่งสนใจ และอยากเข้ามาร่วมทีมเข้าไปอีกครับ

ระหว่างฝึกงาน ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่อะไรบ้าง

พิณ​: ในโปรแกรมนี้ จะแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ คือช่วงเดือนแรก เราจะได้เข้าไปอยู่ในโปรเจกต์จริง ๆ ได้เข้าประชุมกับลูกค้า และได้ลองทำงานให้ลูกค้าจริงเหมือนกับเราเป็นหนึ่งในทีม Full-time เลย โดยงานที่ได้รับมอบหมายก็จะขึ้นอยู่กับว่าโปรเจ็กต์ตอนที่เราเข้าไปทำอะไร อยู่ในช่วงไหน ซึ่งสิ่งที่พิณได้รับมอบหมายเช่น ทำ Quick-win strategy, Partnership, Finance และ อื่น ๆ ซึ่งพี่ในทีมจะให้เราได้ดูแลรับผิดชอบงานทั้งหมดเลย ทั้งการคิด เสนอ ทำพรีเซนเทชัน รวมถึงมีการมาพูดคุยกับทีมในทุก ๆ วันเพื่ออัปเดตงาน และดูว่างานที่เราทำมาเป็นไง ดีหรือยัง ตรงไหนควรปรับ เพื่อทำให้งานออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด

หลิงหลิง: ในเดือนที่ 2 คือเดือนที่ MCAP จะโดนจับคู่กันเพื่อมาทำ Side project กันเอง โดยจะได้รับคำแนะนำระหว่างทางจากพี่ ๆ Mentor เท่านั้น ซึ่งพี่เหล่านั้นจะให้เราบริหารจัดการโปรเจกต์เองเลย สำหรับหลิงคือเป็นเดือนที่โหดหินมากๆ เพราะหลิงจะต้องทำตั้งแต่กำหนดสโคปของโปรเจกต์และกำหนดไทม์ไลน์ แผนการดำเนินงานว่าจะให้มีอะไรออกมาตอนไหนของเดือนบ้าง คิดว่าอยากทำโครงการอะไร และลงมือทำวิจัย หาข้อมูล ทำแบบสอบถามข้อมูล จัดทำคำแนะนำสำหรับลูกค้า ทำสไลด์นำเสนอ และนำเสนอโครงการให้พี่ ๆ ที่บลูบิคได้ฟัง ซึ่งโจทย์ก็ค่อนข้างยาก เพราะหลิงไม่มีประสบการณ์ของการทำงานแบบนี้มาก่อน แต่สุดท้ายตอนทำ หลิงได้อะไรเยอะมาก ได้ความรู้ที่ลึกและไม่เคยรู้มาก่อน รวมถึงได้เรียนรู้เรื่อง AI ที่แต่ก่อนค่อนข้างไกลตัวหลิงมาก อีกทั้งยังได้รู้วิธีการบริหารจัดการโปรเจกต์และการทำงานร่วมกับคนอื่น ซึ่งเป็น 1 เดือนที่ให้ Learning curve ที่สูงมากค่ะ

ทำไมถึงสนใจสายงานคอนซัลต์

โจ: ผมได้เลือกมาด้านคอนซัลต์เพราะผมเชื่อว่าการฝึกงานด้านนี้จะทำให้ผมได้เห็นภาพการทำงานหลาย ๆ แบบซึ่งมีความหลากหลายไปตามแต่ละโปรเจกต์และลูกค้า โดยบลูบิคก็มีทีมที่ทำด้าน AI Solutions อยู่ด้วยซึ่งก็เป็นสิ่งที่ผมสนใจอย่างมาก

ปูน: ผมรู้สึกว่าคอนซัลต์เป็นสายงานที่ได้ท้าทายตัวเองตลอดเวลา ด้วยการคิดอะไรที่ตอบโจทย์และเป็นประโยชน์กับลูกค้ามากที่สุด ได้ผลักดันตัวเองให้พัฒนาอยู่ตลอดเวลา รวมถึงได้นำความรู้ที่เรียนมาใช้จริง ไม่ใช่แค่ Finance แต่เป็นทุกแขนงมาปรับใช้กับชีวิตจริง และที่สำคัญคือผมจะได้ทำงานภายใต้อุตสาหกรรมที่หลากหลาย โดยที่ไม่ได้รู้แค่ผิวเผิน แต่รู้จริงและวิเคราะห์ข้อมูลมาจริงจากการทำวิจัยให้กับลูกค้า และ ร่วมงานกับพี่ในทีมในการช่วยตรวจสอบข้อมูลและเช็กสมมติฐาน ต่าง ๆ ซึ่งผมสามารถนึกภาพตัวเองทำงานแบบนี้แล้วอินกับมันได้ แม้ว่าชั่วโมงการทำงานอาจจะยาวนานกว่าสายอาชีพอื่นหน่อย แต่ผมคิดว่าเป็นการ Trade-off ที่คุ้มค่ามากระหว่างเวลากับ Learning curve ที่ได้มาครับ 

การฝึกงานครั้งนี้ให้อะไรกับเราบ้าง อย่างไร

แฟรงค์: บลูบิคไม่ได้เป็นแค่ที่ทำงานที่ให้ความรู้กับเรา แต่เป็นอีกครอบครัวเล็ก ๆ ของผมครับ ที่นี่เหมือนให้บ้านอีกหลังหนึ่งกับผม ตั้งแต่ผมเข้ามาที่นี่วันแรกจนวันสุดท้าย พี่ ๆ ทุกคนทำให้เรารู้สึกว่า เราไม่โดดเดี่ยว ทำให้รู้สึกว่าเราได้รับการสนับสนุนจากพวกเขาตลอด มีคำถามอะไร มีติดตรงไหน พี่ทุกคนพร้อมช่วยเราทุกเรื่องเลยครับ มากไปกว่านั้นคือ ที่นี่ทุกคนไม่ได้มาเจอกันแค่เรื่องงาน ไม่ได้มาทำงานแล้วจบไปครับ ที่นี่เน้นเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างทีม เน้นเรื่องคนค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบที่สุดเลย วันไหนทำงานเหนื่อย ๆ มา ได้คุยกับเพื่อน ๆ พี่ ๆ ตอนเลิกงานทำให้ความเหนื่อยเราหายไปเลยครับ อย่างที่สองก็คือเรื่องของเนื้องาน สกิลการทำงานของคอนซัลต์ต่าง ๆ ที่ได้เรียนรู้ระหว่างการทำโปรเจกต์ทั้ง 3 โปรเจกต์ครับ ซึ่งก็ได้เรียนรู้มากขึ้นเยอะ ตั้งแต่การตั้งสมมติฐาน การวิเคราะห์ด้วย Driver tree, การวางแผนการดำเนินงาน ในการตีโจทย์ปัญหาของลูกค้า และอีกมากมายที่อยากให้เข้ามาลองเองครับ ส่วนนี้ไม่อยากเปิดเผยมาก ต้องลองเองครับ ถึงจะรู้ 555

ปูน: แน่นอนว่าอันดับแรกสุดคือผมได้โอกาสมาทดลองว่าสายงานคอนซัลต์เป็นแบบที่ผมคิดไว้หรือเปล่า ผมเหมาะกับงานนี้จริง ๆ ไหม ซึ่งตรงจุดนี้ นอกจากผมจะได้คำตอบจากการทำงานร่วมกันกับพี่ๆ ในทีมแล้ว ยังได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกับพี่ ๆ อีก ทำให้ผมคอนเฟิร์มได้ว่าผมโอเคกับสายงานคอนซัลต์จริง ๆ ยกตัวอย่างง่าย ๆ จากการที่ได้ทำ supporting research ในจุดต่างๆ ที่ก่อนหน้านี้เราอาจมองข้ามว่าเป็นงานน่าเบื่อ แต่กลับกลายเป็นข้อมูล data point ที่ไปโผล่ในหน้าสไลด์สำคัญๆ ที่นำเสนอให้ลูกค้า หรืออย่างโปรเจคที่ผมได้นำเสนอไอเดียให้กับทีม CEO โดยตรง ทำให้ผมรู้ว่าการเป็นคอนซัลต์ ไม่มีคำว่าอยู่กับที่ ยิ่งเราอยู่ในรองเท้าของคนที่ซัพพอร์ตบริษัทอื่น ๆ เรายิ่งต้องรู้ทันเทรนด์ธุรกิจมาก ๆ แต่ที่ผมรู้สึกประทับใจที่สุด คือการทำงานของพี่ๆ ในองค์กร ที่เป็นมืออาชีพจริง ๆ การมาฝึกงานในครั้งนี้เหมือนมาเปิดโลกการทำงานให้ผม ว่าจากที่ผมเคยคิดว่าการเตรียมงานนำเสนอของมหาลัย การทำเคสของผมค่อนข้างเป็นระบบระเบียบแล้ว พอออกมาโลกจริง พี่ ๆ ในทีมคือ organized กว่านั้นเยอะมาก และทุกคนซัพพอร์ตกันจริงๆ ผมมีปัญหาสงสัยอะไรถามพี่ ๆ ได้ตลอด เพราะทุกคนมี attitude ที่อยากจะทำงานออกมาให้ดีที่สุด ซึ่งตรงนี้ผมประทับใจมากจริงๆ ครับกับทีมเวิร์กที่นี่

สิ่งที่ประทับใจที่สุดในโปรแกรม

โจ: สิ่งที่ผมประทับใจมากที่สุดก็คือ คำแนะนำและการซัพพอร์ตที่ผมและเพื่อน ๆ intern ทุกคนได้รับจากพี่ ๆ ในบริษัทในตลอด 2 เดือนทั้งที่พี่ ๆ ก็ยุ่งกันมาก ๆ อยู่แล้ว ผมคิดว่าทีมและวัฒนธรรมองค์กรในบริษัทเป็นสิ่งที่สำคัญ และในช่วงเวลาที่ผมได้มีโอกาสมาฝึกงานที่ บลูบิค นั้นผมรู้สึกประทับใจอยู่เสมอ

พิณ: สิ่งที่ประทับใจจริง ๆ มีเยอะมาก หนึ่งในนั้นคือชอบการที่ดูแลน้องฝึกงานให้เหมือนกับพนักงานจริง ๆ จึงทำให้พิณได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก ได้ลองทำอะไรหลายอย่างด้วยตัวเอง ได้เรียนรู้สิ่งที่ยังทำได้ไม่ดีพอและนำมาพัฒนาในทุกวัน นอกจากนั้นคือประทับใจวัฒนธรรมองค์กรที่นี่มาก เวลาทำงานคือจริงจัง แต่นอกเหนือจากงานคือพูดคุยเล่น เม้ามอย หรือ ปรึกษาได้ทุกอย่าง พี่ ๆ น่ารัก และใส่ใจมากค่า

อยากฝากอะไรกับคนที่กำลังลังเลที่จะสมัครฝึกงานกับบลูบิคอยู่บ้าง หรือ อยากฝากอะไรกับคนที่กำลังมองหาที่ฝึกงานอยู่บ้าง

พีซ: สำหรับหลายคนที่สงสัยว่า เราก็แข่งเคสมาตั้งหลายงานละ สิ่งที่เราทำมาทั้งหมด มันจะเอาไปใช้ในอนาคตยังไงได้บ้าง หรือถ้ามาทำงานเป็นคอนซัลต์เลยจะเป็นยังไง ก็อยากจะแนะนำให้มาลองฝึกงานกับบลูบิคในโครงการ MCAP เพราะนอกจากจะได้เรื่องความรู้และประสบการณ์แล้ว ก็ยังได้ในส่วนของการร่วมงานกับพี่ ๆ ในบลูบิคอีกด้วย มาสมัครกันเยอะ ๆ นะทุกคน 

หลิงหลิง: ถ้าใครที่อยากมาทำงานสนุก ๆ ได้ Learning curve สูง ๆ ได้เจอพี่ที่น่ารัก แบบที่หลิงเจอ ก็ไม่ต้องลังเลเลยค่ะ หลิงรับรองว่าทุกคนจะได้อะไรกลับไปอย่างแน่นอน โดยเฉพาะการเข้ามาในโปรแกรมนี้ ที่แน่นอนว่างานจะต้องหนัก แต่มันจะคุ้มค่ากับทุกแรงที่เราใส่ไป เพราะสิ่งที่เราจะได้ ไม่ใช่แค่การเพิ่มโปรไฟล์สวย ๆ ใน Resume แต่เป็นการที่เราจะได้ทั้งความภาคภูมิใจในตัวเองพร้อมกับครอบครัวที่น่ารักอีกครอบครัวหนึ่งกลับไปแน่นอน อยากให้ทุกคนได้มาลองเจอประสบการณ์ดี ๆ แบบที่หลิงๆเจอค่ะ 🙂

แฟรงค์: อยากให้ทุกคนที่กำลังจะสมัครรู้ว่า เราเข้ามาที่นี่ต้องการอะไร อยากพัฒนาด้านไหน เพราะถ้าคุณมาแบบไม่ตั้งใจ มาแบบไม่ได้มีเป้าหมาย คุณก็อาจจะไม่ได้รับอะไรกลับไปจากที่นี่มากเท่าที่คุณต้องการ “การที่เราจะได้อะไรกลับไปเนี่ย เราก็ต้องมอบและให้จากฝั่งของเราเองด้วยครับ” ในที่นี้ คือการให้ความตั้งใจ ความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ ความรับผิดชอบต่อหน้าที่และงานที่ได้รับมา ถึงจะได้เรียนรู้อะไรกลับไปครับ “The more you give, the more you get”